ฮาร์บินนั้นเป็นเมืองหลวงในมณฑลเฮยหลงเจียง อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนหรือที่คนจีนนั้นเรียกภาคนี้ว่าตงเป่ย(东北) มันเป็นโซนที่เรียกได้ว่าอยู่ทางเหนือที่สุดของประเทศจีน (มีละติจูดที่สูงที่สุด) เพราะฉะนั้นจึงเป็นเหตุให้อากาศในแถบนี้นั้นค่อนข้างหนาวเย็นกว่าภาคอื่นๆในประเทศจีนนะครับ
ผมลุยเดี่ยวมาเมืองฮาร์บินในช่วงปลายเดือนธันวาคม จุดประสงค์หลักๆเลยคือ ต้องการมาสัมผัสหิมะ เพราะทั้งชีวิตผมยังไม่เคยได้เห็นได้จับหิมะจริงๆเลย ขนาดอยู่จีนมาตั้งนาน เหมือนโชคไม่เคยเข้าข้างให้มีโอกาสได้เห็นหิมะเลย การได้มาที่เมืองฮาร์บินนี้นั้นจึงทำให้รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะจะได้เห็นหิมะแน่นอน 100% แล้วครับ
เราควรเที่ยวฮาร์บินช่วงไหนดี?
เพื่อนๆเชื่อไหมครับว่าที่จริงแล้วฮาร์บินสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เขามีสถานที่ที่รองรับการท่องเที่ยวในฤดูกาลที่แตกต่างกันไป แต่ช่วงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดหรือคือผู้คนส่วนใหญ่ติดภาพจำของเมืองนี้มากที่สุดนั่นก็คือฤดูหนาว ซึ่งก็อยู่ในช่วงประมาณเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ เพราะเป็นช่วงที่เมืองถูกปกคลุมไปด้วยหิมะที่ขาวโพลนสวยงาม อากาศหนาวจัด และมีการจัดงานโลกน้ำแข็งและหิมะ ที่มีการแกะสลักน้ำแข็งขนาดใหญ่ ซึ่งก็ได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเที่ยวยังเมืองนี้กัน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สภาพอากาศของฮาร์บินเริ่มเปลี่ยนไป ฤดูหนาวบางปีสั้นลง และอุณหภูมิผันผวนมากขึ้น ทำให้ทั้งคนท้องถิ่นและธุรกิจด้านการท่องเที่ยวที่อึงกับสภาพอากาศที่หนาว ต้องปรับตัวอยู่ตลอด
ผมเพิ่งได้มีส่วนร่วมกับรายการที่ออกทางช่องโทรทัศน์ Thai PBS ชื่อ ทั่วทิศแดนมังกร China Compass ในฐานะพิธีกรในหัวข้อที่เกี่ยวกับอีกมุมหนึ่งของฮาร์บิน ซึ่งพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และผลกระทบต่อเมืองแห่งนี้ ใครที่สนใจเรื่องราวเบื้องหลังของเมืองแห่งหิมะของจีนนี้ กดเพื่อรับชมคลิปรายการนี้ได้เลยครับ
สรุปถ้าเพื่อนๆอยากเห็นหิมะแบบชัวร์ บรรยากาศฤดูหนาวเต็มรูปแบบ และงานน้ำแข็งของฮาร์บิน ช่วงที่เหมาะที่สุดยังคงเป็นประมาณปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยเฉพาะเดือนมกราคมที่มักเป็นช่วงหนาวที่สุดและมีหิมะสวยที่สุดของปีครับ
ถึงเมืองฮาร์บิน
เที่ยวบินที่ผมนั่งมานั้นแลนด์ที่สนามบินฮาร์บินในช่วงค่ำเกือบ 4 ทุ่ม เมื่อเครื่องแตะพื้นแล้ว ผมรีบมองออกไปยังนอกหน้าต่างเครื่องบินแล้วรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะพื้นสนามบินนั้นขาวโพลน เป็นสภาพแวดล้อมที่ผมนั้นไม่เคยได้เห็นมาก่อนเลย อากาศภายนอกในค่ำคืนนี้นั้นมีอุณหภูมิ -25 องศา หนาวแค่ไหนก่อนมานั้นผมจินตนาการแทบไม่ถูกเลยล่ะ

ซึ่งเครื่องบินลำนี้ไม่ได้ต่องวงช้างเพื่อเป็นทางเดินให้ผู้โดยสารนั้นเดินเข้าสนามบิน โดยพวกเราต้องเดินลงบันไดจากเครื่องเพื่อนั่งรถบัสเข้าไปในสนามบินแทน ลมหนาวที่สัมผัสเมื่อออกจากประตูเครื่องบินนั้นช่างสะท้านไปยังผิวหนัง ซึ่งแม้ใส่ชุดกันหนาวมาอย่างหนาก็ยังรู้สึกว่ามันหนาวอยู่ดี


สภาพหน้าสนามบินฮาร์บินจะเห็นหิมะที่ก่อตัวขึ้นมาหนาๆ โดยผมวางแผนไว้ล่วงหน้าที่จะพักใกล้สนามบิน เพราะถึงที่นี่ก็ดึกมากแล้ว และจากสนามบินเข้าเมืองนั้นค่อนข้างไกล บวกกับสภาพอากาศที่หนาว และหิมะตกลงมาตลอด
พักใกล้สนามบินก่อนเข้าตัวเมือง
คนจากโรงแรมขับรถมารับ โดยพวกเรานัดเจอกันแถวเสาธงในบริเวณหน้าสนามบิน ไปๆมาๆ สภาพภูมิอากาศแบบนี้ ยิ่งทำให้ค่อนข้างหากันเจอลำบากขึ้นไปอีก เพราะหิมะกำลังตก ผมใส่แว่นด้วยแล้ว วิสัยทัศน์การมองเห็นนั้นแย่ขึ้นไปใหญ่ เพราะ ตอนที่เรานั้นหายใจ เลนส์แว่นเราจะขึ้นฝ้าได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใส่หน้ากากอนามัยด้วยแล้ว(ไม่ใส่หน้ากากก็ไม่ได้นะครับ เพราะอากาศหนาวขนาดนี้ ถ้าไม่ใส่หน้ากาก จมูกกับปากจะเจ็บมากๆ เมื่ออยู่ข้างนอก)
เมื่อผมเจอกับคนขับแล้ว เขาก็ขับรถฝ่ากองหิมะพร้อมผู้โดยสารท่านอื่นไปยังโรมแรมที่อยู่ไม่ไกลจากสนามบินมาก
โรงแรมที่พักนั้นเป็นโรงแรมธรรมดาๆราคาถูกเลย หากมาถึงในช่วงกลางวัน ผมคงไม่เลือกที่จะพัก แต่คราวนี้มาถึงดึกแล้วก็ขอพักซักคืนแล้วพรุ่งนี้ค่อยนั่งรถจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมืองกัน
ตอนเช้าผมรีบตื่นขึ้นมา และออกไปเดินรอบโรงแรมที่พักที่เป็นลักษณะชนบท แต่เป็นชนบทที่มีหิมะปกคลุมแปลกตาและสวยงามครับ แต่เดินไปเรื่อยๆ เริ่มเหนื่อย เพราะหิมะตกหนักพอดูเลย
ผลที่ออกมาคือหิมะที่ขาว หนา ปกคลุมท้องถนน บ้านเรือนผู้คน และนอกจากนี้การจะกำจัดหิมะให้ออกไปจากถนนหนทางสัญจร เขาจึงมีรถไถขนาดใหญ่ที่คอยไถหิมะออกไปโดยเฉพาะเลย


ผมพยายามมองหาร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใกล้ๆ เพราะอยากดื่มอะไรซักหน่อย เห็นแต่ป้ายร้านสะดวกซื้อ แต่ไม่เห็นร้านเปิดเลยซักร้าน แต่เมื่อเดินไปดูใกล้ๆ เห็นว่ามีคนอยู่ในร้าน เขาเปิดร้านอยู่ แต่ต้องปิดประตูร้านให้มิดชิดเนื่องจากความเย็นจากบรรยากาศข้างนอกจากเข้าไปในร้านได้
เมื่อเดินชมหิมะจนเต็มอิ่ม ก็กลับมายังโรงแรม พนักงานเขาก็ขับรถคันเดิมส่งเรากลับไปยังสนามบิน จากนั้นผมก็ไปต่อคิวซื้อตัวรถเมล์สาย 3 ของสนามบินโดยเฉพาะ ที่บูธขายตั๋วรถเมล์โดยเฉพาะภายในสนามบินในราคา 20 หยวน หรือ 100 บาท แล้วเดินทางเข้าเมืองโดยใช้เวลา 1 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงตัวเมืองละครับ
บรรยากาศเมืองฮาร์บิน
ถึงในตัวเมืองฮาร์บินแล้ว! จากจุดที่รถเมล์สนามบินปล่อยผมลง ผมเดินลากกระเป๋าหาโรงแรมที่พัก โดยใช้ แอพไป๋ตู้แมพ แอพแผนที่ยอดนิยมที่มีข้อมูลสถานที่ในจีนที่แม่นยำละเอียดกว่ากูเกิ้ลแมพ
ผมพบว่าในสภาพอากาศที่หนาวขนาดนี้นั้น การถอดถุงมือมาจิ้มมือถือ เพื่อดูแอพแผนที่นั้น ทำให้มือเราเจ็บมากๆ อากาศหนาวแบบนี้ถอดถุงมือแทบไม่ได้เลยจริงๆ แต่ผมก็จำเป็นต้องถอดๆใส่ๆ เพื่อดูเส้นทางที่จะนำไปยังโรงแรม และเดินไปตามทางเพื่อหาโรงแรม เพราะฉะนั้นควรซื้อถุงมือกันหนาวประเภทที่สามารถจิ้มมือถือหน้าจอสัมผัสได้นะครับ
สภาพบ้านเมืองของฮาร์บินสำหรับผมแล้ว มันเป็นเมืองที่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ต่างไปจากเมืองอื่นๆของประเทศจีน ไม่รู้สิ บรรยากาศนั้นมันไม่จีนเลย ซึ่งก็แหงล่ะ เพราะมณฑลเฮยหลงเจียงที่เมืองฮาร์บินนี้ตั้งอยู่นั้น มันนั้นอยู่ติดกับประเทศรัสเซีย และในอดีตก็ด้วยอิทธิพลจากทางรถไฟสายจีนตะวันออกที่รัสเซียนั้นเป็นคนสร้าง ทำให้มีคนเมื่อก่อนมีคนรัสเซียมาอยู่ที่นี่มากมายนี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ฮาร์บินนั้นมีกลิ่นอายของรัสเซียหลงเหลืออยู่
โดยอาคารต่างๆในเมืองนี้นั้นทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรม สีสันของอาคารหลายอาคารในเมืองนี้นั้นดูไม่มีความเป็นจีนอย่างที่เห็นตามเมืองอื่นๆเท่าไหร่เลย ผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านสถาปัตยกรรมนะครับ เลยไม่ทราบว่าคือรูปแบบจริงๆมันคือรูปแบบใด แต่น่าจะเป็นสไตล์ยุโรปหรือรัสเซียนี่ล่ะครับ
ช่วงที่ผมมานี้นั้นคือช่วงปลายเดือนธันวาคม ที่นี่อากาศหนาวติดลบถึง 20 องศาเลยล่ะ ตามท้องถนนจึงเต็มไปด้วยหิมะ ซึ่งก็จะมีพนักงานกวาดถนนคอยทำกวาดไปกองไว้ข้างๆ และจะมีรถบรรทุกมาขนหิมะที่กองอยู่เหล่านี้ไปทิ้งภายหลัง
หิมะเหล่านี้ถ้าแข็งตัวและเกาะอยู่บนถนนหรือฟุตบาทแล้ว จะทำให้พื้นถนนนั้นลื่นมากๆนะครับ เพราะฉะนั้นเวลาเดินก็ต้องระวังมากๆเลยล่ะ อันตรายมากๆอย่างตอนเดินบนนถนนที่มีรถยนต์แล้วเกิดล้มขึ้นมาล่ะก็
นอกจากนี้เราจะได้เห็นของสดๆอย่างเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ที่เขาวางขายกันตามริมทาง โดยที่ไม่ต้องพึ่งตู้เย็นในการแช่เนื้อสัตว์เหล่านี้เลยล่ะ เพราะอากาศหนาวขนาดนี้ ของสดเหล่านี้ไม่เสียแน่นอนครับ
น้ำในแม่น้ำลำคลองนั้นได้กลายเป็นน้ำแข็ง ทำให้สามารถขึ้นไปเดินบนแม่น้ำได้ ในตอนแรกผมเองลังเลไม่กล้าขึ้นไปเดิน เพราะกลัวว่าน้ำแข็งแตก จะตกลงไปในแม่น้ำ แต่เห็นคนท้องถิ่นจำนวนมากลงไปกันเราก็เลยต้องลองลงไปดู ก็ไม่มีอะไรครับ เหมือนเดินบนพื้นดินปกติ น่าสนุกดี มีกิจกรรมหลายกิจกรรมที่เขามาจัดกันบนนี้นะครับ
เมืองฮาร์บินนี้นั้นจัดเป็นเมืองที่มีฤดูหนาวที่ยาวนานมาก คนท้องถิ่นภายในเมืองส่วนมากนั้นก็จะมีรูปร่างที่ค่อนข้างหนา (น่าจะเพราะว่าต้องทนกับสภาพอากาศหนาวแบบนี้) สำหรับเขาก็คงจะชินแล้วล่ะ เพราะสัมผัสกันมาตั้งแต่เล็กจนโต แต่กับตัวผมเองนั้นไม่รู้สึกชินเสียเลยกับสภาพอากาศหนาวแบบนี้ ถ้าไม่เพราะว่าต้องการมาเห็นหิมะ ให้อยู่ที่ยาวๆ ผมคงไม่เอานะครับ
เสื้อผ้าที่ควรสวมใส่
ถ้ามาในช่วงเดือนธันวาคมอย่างที่ผมมานั้น แนะนำให้ใส่ให้หนาครับ เสื้อกันความหนาว ลองจอน หมวก หน้ากาก ถุงมือ ถุงเท้า รองเท้า ต้องหนาเป็นพิเศษนะครับ บรื๋อ…มันหนาวจริงๆครับที่นี่ในช่วงนี้นะ
การเดินทางมายังฮาร์บิน
เท่าที่ผมเช็คจะไม่มีเที่ยวบินตรงมาจากประเทศไทยเพื่อมายังเมืองฮาร์บิน ต้องบินเข้ามายังเมืองใดเมืองหนึ่งของจีน อย่างเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เสียก่อน แล้วค่อยบินต่อมายังเมืองฮาร์บินด้วย
มาเมืองนี้ต้องกินอะไร
- กัวเปาโร่ว(锅包肉): อาหารตงเป่ยที่น่าจะมีรสชาติถูกปากคนไทย มันก็คือเนื้อหมูชุบแป้งทอด ราดด้วยน้ำซอสที่เปรี้ยวๆหวาน

- ไส้กรอกฮาร์บิน (哈尔滨红肠) เป็นไส้กรอกท้องถิ่นของที่ฮาร์บินนี้ คล้ายกับไส้กรอกรมควัน ซึ่งมันจะมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์และมีรสชาติที่อร่อย เหมาะสำหรับซื้อไปเป็นของฝากมากเลยล่ะครับ
- หม้อเหล็กตุ๋นห่าน (铁锅炖大鹅) เป็นอาหารที่ผมแนะนำมากๆ โดยจะเป็นหม้อเหล็กขนาดใหญ่ ซึ่งเขาจะใส่ห่าน มันฝรั่ง วุ้นเส้น และซอสปรุง ลงไปตุ๋นสักพักหนึ่ง จนเนื้อห่านนั้นนุ่ม(และแอบเละๆ) ด้วยความมันและหอมของเนื้อห่านนั้น ทำให้อาหารในหม้อเหล็กนี้นั้นอร่อยเกินบรรยายเลยครับ

- ตี้ซานเซียน (地三鲜) เป็นอาหารตงเป่ยที่จะผัดมันฝรั่ง มะเขือม่วง และพริกเขียวเข้าด้วยกัน
- ไอติมแท่ง งงไหมครับว่าอากาศหนาว ทำไมไอติมแท่งถึงเป็นอาหารแนะนำ นั่นเพราะคนทางแถบนี้มีวัฒนธรรมการกินไอติมในช่วงหน้าหนาว ซึ่งไอติมแท่งที่ผมนั้นแนะนำจะเป็นไอติมแท่งที่ร้าน “มาดิเออร์” บนถนนจงยาง (马迭尔冰棍) ที่เป็นร้านเก่าแก่ของที่นี่ เพราะฉะนั้นถ้าใครมาแล้วก็ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด!!
ค่าใช้จ่าย
สำหรับเมืองนี้ ค่าครองชีพนั้นไม่สูงมากครับ เรียกได้ว่าพอๆกับประเทศไทยเลย อาหารการกินก็ไม่แพงและปริมาณเยอะเป็นพิเศษ ค่าโรงแรมที่พักก็พอๆกับไทยครับ ค่าใช้จ่ายของผมจะไปลงกับกรุ๊ปทัวร์เสียมากกว่า เพราะ เป็นครั้งแรกที่ผมมาสัมผัสสถานที่ๆมีภูมิอากาศที่ไม่คุ้นเคย พอไปนอกเมืองฮาร์บิน จึงเลือกไปกับทัวร์แทนน่ะครับ
ที่เที่ยวเมื่อมายังฮาร์บิน
ในเมืองฮาร์บิน
- เทศกาลน้ำแข็งและหิมะประจำปี (กดเข้าอ่านบทความเต็ม) (哈尔滨冰雪大世界) โดยจะจัดขึ้นในช่วงปลายปีถึงต้นปี ในแต่ละปีจัดขึ้นไม่ตรงกันนะครับ ปี 2023-2024 นี้จะเปิดให้เริ่มเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2023 (โปรดตรวจสอบกับทางการอีกทีนะครับ) โดยมีวันเปิดงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 มกราคม 2024 และจะจัดไปเรื่อยๆจนกว่าน้ำแข็งจะละลาย (คงต้นๆกุมภา)
- โบสถ์เซนต์โซเฟีย (圣索菲亚教堂) – โบสถ์คริสต์สไตล์รัสเซียสวยๆที่อยู่ในเมือง เป็นอีกสัญลักษณ์ของเมืองนี้

- ถนนจงยาง (中央大街) เป็นถนนคนเดินยาวประมาณ 1.45 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นถนนคนเดินที่ยาวที่สุดของทางฝั่งเอเชียก็ว่า มันนั้นเป็นถนนที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้ เป็นที่ๆต้องมาเที่ยวหากมาฮาร์บิน และด้วยความที่ในอดีตเป็นถนนที่มีชาวรัสเซียมาอาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมาก ทำให้อาคารริมฝั่งสองข้างถนนนั้นมีอาคารมีมากมายที่มีหน้าตาในแบบรัสเซียนั่นเอง
- ชมวิวริมแม่น้ำซงหัว (松花江) และไปยังสะพานเหล็กสำหรับรถไฟปิงโจว (滨州铁路桥)
- สถานที่รำลึกเหตุการณ์ที่ทหารญี่ปุ่นทำการทดลองกับมนุษย์ หน่วย 731 (731部队罪证遗址) – อันนี้ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่มีจิตอ่อนนะครับ

นอกเมืองฮาร์บิน
- หมู่บ้านหิมะ (中国雪乡) – หมู่บ้านที่สวยงามราวกับอยู่ในโลกของเทพนิยาย

- สกีรีสอร์ทย่าปู้ลี่ (亚布力滑雪旅游度假区) – รีสอร์ทยอดนิยมของผู้คนที่ต้องการมาเล่นสกีหิมะ

- ภูเขาต้าทูติ่งจือ (大秃顶子山) – ภูเขาที่สูงที่สุดของมณฑลเฮยหลงเจียง วิวสวยมากกกกกกกก แต่ก็หนาวมากๆเช่นกัน

นี่ก็เป็นข้อมูลการเที่ยวเมืองฮาร์บินของผมอย่างคร่าวๆ เป็นเมืองที่ควรค่าแก่การมาเที่ยว หากต้องการมาสัมผัสหิมะอย่างเต็มอิ่ม แต่ก็ต้องเตรียมตัวมาให้ดีเช่นกัน ไม่อย่างนั้นอาจจะหนาวจนร่างกายทนไม่ไหวหมดสนุกได้นะครับผม

