ผมเดินทางมายังหลู่ว์ซุ่นในช่วงใกล้ถึงวันที่ 18 กันยายน วันนี้เป็นวันที่คนจีนนั้นรำลึกถึงการรุกรานของญี่ปุ่นที่บุกประเทศจีน ในอุบัติการณ์มุกเดน โดยทุกปีจะมีการเปิดเสียงหวอเสียงดังเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อเตือนใจคนจีนไม่ให้ลืมเหตุการณ์ในอดีต (สมัยผมมาจีนใหม่ๆ ไม่ทราบเกี่ยวกับเสียงหวอ จึงล้อกันเล่นกับเพื่อนฝรั่ง มาทราบทีหลัง ก็รู้สึกไม่ดีเลย) โดยผมมายังที่นี่เพื่อถ่ายทำคลิปเกี่ยวกับเหตุการณ์ๆหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นในที่แห่งนี้
หลายคนคงรู้จักกับการสังหารหมู่ที่เป็นบาดแผลลึกที่ญี่ปุ่นทิ้งเอาไว้ให้กับจีนอย่างการสังหารหมู่ที่นานกิง แต่รู้มั้ยครับว่าที่จีนนั้นมีการสังหารหมู่หลายครั้งต่อหลายครั้งที่ถูกกระทำโดยทหารญี่ปุ่น นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำไมคนจีนถึงไม่สามารถให้อภัยคนญี่ปุ่นได้ เพราะ สิ่งที่ญี่ปุ่นทำนั้นโหดร้ายเกินบรรยาย และยังเกิดในช่วงเวลาในอดีตที่ไม่นาน
การสังหารหมู่พอร์ทอาร์เทอร์ หรือที่เรียกกันในภาษาจีนว่า 旅顺大屠杀 เป็นการสังหารหมู่ที่เป็นที่รู้จักกันไม่มากนัก แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นก็น่าเศร้าไม่แพ้ไปจากการสังหารหมู่ที่อื่นๆในจีนเลย
เหตุการณ์สังหารหมู่
ในอดีตนั้นที่แห่งนี้ถูกเรียกว่า เมืองหลู่ว์ซุ่น หรือท่าเรือหลู่ว์ซุ่น และเป็นที่รู้จักกันในชื่ออีกชื่อที่เป็นภาษาอังกฤษคือ พอร์ทอาร์เทอร์ ปัจจุบันนี้เมืองนี้กลายเป็นเขตๆหนึ่งของเมืองต้าเหลียนไปแล้ว ไม่ใช่เมืองแยกกันเหมือนกับในอดีต โดยผมได้ยินว่าแม้ถึงปัจจุบัน เมืองนี้คนญี่ปุ่นไม่สามารถเข้ามาเยี่ยมชมได้แม้แต่คนเดียวนะครับ
การสังหารหมู่นี้เกิดขึ้นในวันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1894 ซึ่งเป็นสมัยที่ราชวงศ์ชิงนั้นปกครองประเทศจีน และตรงกับช่วงสงครามจีนญี่ปุ่นครั้งที่ 1 ซึ่งในขณะนั้นทหารญี่ปุ่นได้บุกเข้ามาในเมืองหลู่ว์ซุ่น โดยการสังหารหมู่นี้ถูกกระทำการเป็นเวลา 4 วัน ซึ่งเป็น 4 วันอันน่าสะเทือนขวัญเป็นที่สุด
จำนวนผู้เสียชีวิต
ว่ากันว่ามีผู้เสียชีวิตมากถึง 2 หมื่นคน โดยทหารญี่ปุ่นได้เหลือคนเอาไว้ 36 คน เพื่อให้คอยจัดการกับร่างของผู้เสียชีวิตจำนวนมาก อย่างการขนศพไปเผา ไปฝังเป็นต้น
ภาพถ่ายของเหตุการณ์ในครั้งนี้ เราสามารถค้นดูได้จากอินเตอร์เน็ต เพียงค้นคำว่า “旅顺大屠杀照片” หรือ “Port Arthur massacre in China Photos” จะพบกับภาพของเหตุการณ์อันน่าสยดสยองที่สื่อในสมัยนั้นจากนาๆประเทศได้บันทึกเหตุการณ์นี้เอาไว้ (ขออนุญาตไม่นำรูปถ่ายลงบล็อก หลายภาพนั้นดูน่าสยดสยองจริงๆ สามารถค้นหาในเน็ตได้เลย)
ซึ่งทหารญี่ปุ่นได้ฆ่าคนจีนทั้งชาวบ้าน พลเรือนและทหารจีนราวกับเป็นเกมล่ามนุษย์ ฆ่าแม้กระทั่งผู้ที่ไม่มีทางสู้ ไม่มีอาวุธใดๆทั้งสิ้น
ว่ากันว่าร่างของผู้เสียชีวิตนั้นมีเป็นจำนวนมาก มากจนถึงกับการที่จะขนคนกองขึ้นเป็นภูเขาเพื่อจะจุดไฟกำจัด ใช้เวลาถึงหนึ่งเดือน
สื่อรายงานข่าว
ในขณะนั้นมีสื่อจากต่างประเทศ ประเทศต่างๆ รวมถึงญี่ปุ่นเองด้วยได้รายงานข่าวกลับไปยังประเทศของตัวเอง
มีผู้สื่อข่าวสงครามจากประเทศอังกฤษชื่อเจมส์ อัลเลนได้อยู่ในเหตุการณ์และเขียนข่าวว่า…
“ข้าพเจ้ายืนอยู่บนที่สูง เห็นบ่อน้ำที่อยู่ไม่ไกลจากข้าพเจ้า มีทหารญี่ปุ่นจำนวนมากยืนอยู่ริมบ่อน้ำนั้น พยายามอย่างยิ่งที่จะขับไล่ผู้คนกลุ่มหนึ่งไปที่บ่อน้ำ สักพักบ่อน้ำก็เต็มไปด้วย คน ทหารญี่ปุ่นยิงปืน แทงด้วยดาบปลายปืน ใส่ คนในบ่อน้ำถูกตัดหัว ตัดเอว เจาะอก เจาะท้อง น้ำเปลี่ยนเป็นสีแดง ทหารญี่ปุ่นหัวเราะและตะโกนใส่ ทหารข้างๆดีใจมาก ในบ่อน้ำมีคนมีชีวิตเหลือเพียงไม่กี่คน คลานไปมาบนซากศพที่อาบไปด้วยเลือด ผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มเด็กขึ้นมา ขอร้องให้ชาวญี่ปุ่นปล่อยพวกเขาไป คนญี่ปุ่น ทหารบนฝั่งแทงผู้หญิงคนนั้นด้วยดาบปลายปืน แล้วทหารอีกคน แทงเด็กแล้วยกเด็กขึ้น เขายกปืนขึ้นสูง แล้วโยกไปมา 2-3 ครั้งราวกับเป็นของเล่น ผู้หญิงคนนั้นยังไม่ตายเขา อยากลุกขึ้นมาดูเด็ก แต่ทหารญี่ปุ่นก็ตัดหัวผู้หญิงคนนั้น แล้วฟันเธอออกเป็นชิ้นๆ”
สุสานว่านจง
สุสานว่านจงมีชื่อในภาษาจีนว่า 万忠墓 เป็นสุสานที่สร้างขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตจำนวน 2 หมื่นกว่าคนในเหตุการณ์สังหารหมู่ในครั้งนั้น ซึ่งผมได้ยินว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์ชิง

ภายในสุสานว่านจงนั้นเราจะเห็นนิทรรศการ ที่จัดแสดงภาพถ่าย ภาพวาดที่บอกเรื่องราวโศกนาฏกรรมในอดีต เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กๆ มีการจัดแสดงเถ้ากระดูก ของติดตัวของผู้ที่เสียชีวิตและอื่นๆ
และถัดออกมาจะเป็นหลุมฝังศพแบบฮวงซุ้ย มีผู้นำพวงหรีดมาวาง และมีคนจีนมาแสดงความเสียใจเคารพผู้ที่เสียชีวิต

บรรยากาศของสุสานนั้นน่าเศร้าสลดเพราะเป็นสุสานที่ผู้เสียชีวิตทั้งหมดถูกสังหารอย่างไร้ความปราณี ไม่มีคนทราบแม้ชื่อแซ่ของผู้ที่เป็นเหยื่อ
การสังหารหมู่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดก็เป็นสิ่งที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดกับใครหรือประเทศใดๆทั้งนั้น ซึ่งสิ่งที่ทหารญี่ปุ่นนั้นทำในอดีต ช่างโหดร้ายอำมหิตยิ่งนัก แม้ในปัจจุบันจีนจะพัฒนาไปอย่างมาก เมืองหลู่ว์ซุ่นก็ดูมีชีวิตชีวาไม่เหมือนกับว่าเคยเหตุการณ์นี้ แต่ยังมีสถานที่ภายในเมืองมากมายที่ยังคงทิ้งร่องรอยให้เห็นถึงเหตุการณ์ เป็นหนึ่งในแผลที่เกิดจากญี่ปุ่นที่ยากจะลืมของประเทศจีน



