ตอนแรกที่คุณภรรยาบอกผมว่า เราจะแวะไปวัดเส้าหลิน ตอนไปทำธุระที่เมืองเจิ้งโจวกัน โอ้โห ผมนั้นโคตรจะดีใจเลยล่ะครับ อารมณ์ก็แบบว่าจะได้ทำความฝันในวัยเด็กของเราให้ได้เป็นจริงแล้ว เพราะตัวผมนั้น (เชื่อว่ารวมถึงหลายๆท่านด้วย) ได้เติบโตมาจากหนังกังฟูที่มีดาราดังๆหลายท่านมาแสดง ซึ่งของผมก็จะเป็นยุคของเฉินหลงซะส่วนมากนั่นล่ะ การมาที่นี่จึงเป็นการมาเติมเต็มความฝัน ความชอบส่วนตัวเลยล่ะครับ
วัดเส้าหลินนั้นเป็นวัดเก่าแก่ที่อยู่ในมณฑลเหอหนาน เก่าแก่แค่ไหนก็ประมาณ 1500 ปี เรียกได้ว่า เก่าแก่มากๆๆๆครับ ก่อนจะมานี่ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าวัดเส้าหลินนั้นเป็นยังไง จนได้มาสัมผัสในครั้งนี้เป็นครั้งแรกนี่แหละครับ
การเดินทางมายังวัดเส้าหลิน
อันที่จริงคนไทยมาที่นี่ก็ไม่ยากนะครับ เพราะมีบินตรงมาจากกรุงเทพ ผมหมายถึงบินตรงมายังเมืองเจิ้งโจวนะครับ ไม่ใช่บินตรงไปยังวัดเส้าหลิน (วัดไม่มีสนามบิน 555+)
โอเค พอถึงเมืองเจิ้งโจวซึ่งเป็นเมืองหลักเมืองหลวงของมณฑลเหอหนานแล้วนะครับ ให้นั่งรถออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อมุ่งหน้าไปยังวัดเส้าหลิน ถ้าใครไม่รู้จะไปวัดยังไงติดต่อผมมานะครับ ผมมีบริการเหมารถพร้อมคนขับ ขออนุญาต Tie-in นิดนึงนะ ฮ่าๆๆ
ค่าตั๋วเข้าวัดเส้าหลิน
วัดเส้าหลินนั้นไม่ได้เข้าฟรีๆเหมือนวัดทั่วๆไปนะครับ เพราะที่นี่เขาทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว…ที่น่าจะทำรายได้มหาศาลให้กับมณฑลนี้เลย เนื่องจากมันเป็นสถานที่ที่เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องซื้อตั๋วเข้าไปกันก่อน โดยตั๋วเข้าชมราคาจะอยู่ที่ 80 หยวน หรือว่าประมาณ 400 บาทนะครับ ตั๋วคนจีนกับตั๋วคนต่างชาติจะราคาเท่ากัน ประเทศจีนนั้นจะไม่ทำแยก 2 ราคาระหว่างคนในประเทศกับคนต่างชาติครับ
ใครไม่รู้ว่าตั๋วนั้นซื้อยังไงก็ติดต่อผมมาได้ครับ สำหรับตั๋วของเราที่เป็นคนต่างชาตินั้นจะได้มาเป็นใบกระดาษที่มีคิวอาร์โค๊ด เอาไว้สแกนตรงประตูที่ตรวจตั๋ว ส่วนคนจีนนั้นล้ำกว่า เพราะระบบเขาผูกกับเลขบัตรประชาชน สแกนเข้าไปได้เลยจ้า
บอกอีกอย่างนึงนะครับ สำหรับตั๋วกระดาษนั้นเมื่อเราใช้แสกนเข้าไปแล้วให้เก็บไว้ก่อนนะครับ เพราะจะมีใช้แสกนอีกในจุดถัดๆไปในสถานที่ท่องเที่ยวครับ
โรงเรียนสอนกังฟู
พอผ่านประตูเข้ามาสิ่งที่จะเห็นเป็นอันดับแรกๆเลยก็คือ โรงเรียนสอนกังฟู!! ที่ประเทศจีนนี้มีโรงเรียนสอนกังฟู เป็นโรงเรียนแบบจริงๆ ไม่ใช่เรียนพิเศษนะครับ คือเข้ามาก็จะได้เรียนกังฟู แล้วก็เรียนวิชาอื่นๆปกติไปด้วย แต่ที่นี่เขาจะเน้นให้เด็กฝึกฝนร่างกายเรียนศิลปะการต่อสู้กังฟู ซึ่งก็จะเป็นโรงเรียนประจำนะครับ เด็กบางคนกลับบ้านปีละครั้งเลยล่ะ นอกจากฝึกฝนด้านร่างกายก็ถือว่าฝึกฝนด้านจิตใจไปด้วยนั่นเอง
ที่สำคัญจากที่ผมถามๆนักเรียนโรงเรียนกังฟูดูเขาบอกว่า คนต่างชาตินั้นสามารถสมัครเข้ามาเรียนได้ แต่จะเป็นคอร์สระยะสั้นนะครับ ใครอยากส่งลูกหลานมาเรียนกังฟูก็ทักมาหาผมได้นะ ผมพาเข้าไปสมัครเรียนได้ครับ
ชมการแสดง
มาวัดเส้าหลินมีหรือจะพลาดการแสดงกังฟู มันเหมือนเป็นไฮไลท์ของการมาที่นี่เลยนะครับ การแสดงกังฟูนั้นจะอยู่ที่หอศิลปะป้องกันตัววัดเส้าหลิน (少林武术馆) นั่นเองครับ โดยการเข้าชมการแสดงนั้นจะรวมอยู่ในตั๋วเข้าชมวัดเส้าหลินที่เราซื้อมาแล้ว เพราะฉะนั้นซื้อตั๋วแต่ไม่แวะเข้ามาชมการแสดงจะเป็นอะไรที่พลาดมากๆเลยล่ะ ซึ่งเขาจะเปิดเป็นรอบๆนะครับ เพราะต้องเช็ครอบแล้วมาต่อคิวรอ
การแสดงจะค่อนข้างหลากหลาย โดยก็มีหลายชุดมากนะครับ ชุดแรกสุดก็จะเป็นการแสดงการเขียนศิลปะพู่กันจีนก่อน โดยผมก็คิดในใจ มันกังฟูยังไงวะเนี่ย? แต่ปรมาจารย์นักอักษรวิจิตรก็เขียนออกมาสวยดีครับ ก็เขียนเสร็จแล้วก็ขายกันบนเวทีเลย


ซึ่งเขาบอกว่าซื้อบนเวทีนี้จะมีราคาถูกกว่าไปซื้อข้างนอกนะ คนจีนหัวการค้าครับ พูดเก่งขายเก่ง มีนักท่องเที่ยวซื้อจริงๆด้วยล่ะ การแสดงนี้เรียกได้ว่าเขียนแค่ไม่กี่วินาทีก็ทำเงินได้หลักพันหลักหมื่น (แต่แน่นอนว่ากว่าเขาจะมาถึงระดับนี้ได้ก็ต้องฝึกฝนมานานเหมือนกันครับ ไม่ใช่ใครจะทำได้)
คิวต่อก็เป็นคิวของการแสดงศิลปะการป้องกันตัวกังฟูแล้ว เสียงเพลงในระหว่างการแสดงนี่ก็บิวต์กันสุดๆ ว่ามันต้องเป็นการแสดงที่บู๊แน่ๆ ก็เริ่มง่ายๆจากการเป็นการแสดงของนักแสดงกังฟูเด็กตัวเล็กๆก่อนเป็นการแสดงง่ายๆ จากนั้นก็ขยับมาเป็นวัยรุ่น ผู้ใหญ่ ที่จะมีลีลาที่ผาดโผนมีสีสันมากขึ้น ซึ่งจะมีท่ากังฟูที่เลียนแบบสัตว์ชนิดต่างๆ
แล้วเมื่อการแสดงการต่อสู้โดยใช้เพียงร่างกายจบลง ก็จะเป็นการต่อสู้โดยใช้ศาตราวุธประเภทต่างๆ ทวนเอย ดาบเอย กระบอกเอย แบบว่าลีลานั้นเป็นอะไรที่ดุดันแบบสุดๆ จากนั้นก็มีการใช้อาวุธทำการแสดงที่น่าหวาดเสียว ดูไปก็เสียวไปฮ่าๆ นักแสดงนั้นเขาเก่งกันจริงๆ เราผู้ชมกลัวจะมีพลาดมากๆเลยครับ แต่ก็แสดงไปได้ด้วยดีไม่มีปัญหา
ขึ้นเวทีฝึกกังฟู
ท้ายสุดเขาประกาศเรียกผู้ชมให้ขึ้นไปเรียนกังฟูกันบนเวทีครับ ภรรยาผมนั้นก็อยากให้ผมขึ้นไป โดยให้ผมชูมือๆ คือพยายามจะให้ผมขึ้นไปให้ได้ ผมที่ไม่ได้อยากขึ้น ก็ขึ้นไปตามคำขอของภรรยา 555 (เชื่อภรรยาแล้วชีวิตจะมีความสุขครับ)
เพื่อนๆหากอยากจะขึ้นต้องรีบยกมือนะครับ เขารับอาสาสมัครที่เป็นผู้ชมขึ้นเพียง 3 คนเท่านั้น ช้าหมดโอกาสที่จะได้ฝึกกังฟูกับพระวัดเส้าหลินนะครับ



โดยอาสาสมัคร แต่ละคนยกเว้นผมดูยังอายุไม่เยอะเลย มีแต่ผมที่เยอะละ ซึ่งแต่ละคนจะมีอาจารย์กังฟูประกบครับ เขาจะให้อาจารย์กังฟูทำท่าให้ดูก่อนแล้วเราก็ทำจตาม ฟังดูเหมือนง่ายแต่ไม่ง่ายเลยครับ เพราะแต่ละท่าของกังฟู ต้องใช้ศักยภาพของร่างกายขั้นสุด(ผมอาจเวอร์ไป) แต่นั่นล่ะ ถ้าเป็นคนที่ชอบวิชาพละ ชอบออกกำลังกายคงทำได้ไม่ยาาก แต่ไม่ใช่ผมนะสิ!!!
ผมแอบซิบไปยังอาจารย์ของผมว่า “ขอท่าง่ายๆหน่อยนะ” ที่ไหนได้ แม้อาจารย์จะให้ท่าง่ายๆ แต่มันก็ยากสำหรับผมอยู่ดีล่ะ ท้ายสุดให้ผมกระโดดม้วนหน้า ผมเซย์โนว์แล้วกระโดดข้ามไป ผู้ชมทั้งฮอลล์ขำก๊ากเลย ฮ่าๆๆๆ เอาน่าถือว่าผมขึ้นมาเพราะภรรยาอยากให้ขึ้น ไม่ได้ขึ้นมาเพื่อโชว์(ฮาๆ)ให้ใครดู
ทำไมพระวัดนี้ต้องฝึกการต่อสู้
ดูการแสดงจบแล้ว ผมก็สงสัยครับว่าทำไมพระวัดนี้ต้องฝึกฝนและเรียนการต่อสู้ ศิลปะการป้องกันตัว ภรรยาเลยลองค้นและอธิบายให้กับผมได้ฟังว่า เพราะเมื่อก่อนมีคนไปฝึกศิลปะการป้องกันตัวอย่างกังฟูจากที่อื่น แล้วนำกลับมาวัดเส้าหลิน สอนพระวัดเส้าหลินให้ฝึกวิชากังฟู จนภายหลังก็กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในเวลาต่อมาสำหรับพระวัดเส้าหลินที่จะมีการฝึกกังฟู และกังฟูยังเป็นสัญลักษณ์ของวัดเส้าหลินอีก
แล้วก็มีอีกอย่างคือวัดเส้าหลินเป็นวัดหลวงหรือวัดที่ขึ้นกับฮ่องเต้ของจีน เพราะฉะนั้นพระวัดเส้าหลินนั้นจำเป็นต้องฝึกวิชากังฟูเพื่อใช้ในการปกป้องฮ่องเต้ครับ
แต่นี่ก็เป็นเพียงเรื่องที่เล่ากัน ก็ไม่มีอะไรที่พรูฟได้จริงๆว่าเขาฝึกวิชากังฟูกันทำไมหรอก เพราะเรื่องนี้มันนานมากๆแล้ว วัดนี้เก่ามากๆๆๆๆๆ
เข้าชมวัดเส้าหลินจริงๆ
โอเค พอเราชมการแสดงจบเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ให้เดินเข้ามาด้านในเรื่อยๆ เพื่อไปยังวัดเส้าหลินจริงๆ โดยระยะทางนั้นก็ไม่ใช่สั้นๆนะครับ ถ้าใครเดินไม่ไหวเขามีรถคล้ายๆรถกอล์ฟ ขับรับส่ง แต่ก็มีค่าบริการนั่นแหละ (สถานที่ท่องเที่ยวจีนส่วนมากนั้นก็จะเป็นแบบนี้ ถ้ามาจีนก็ควรจะต้องเดินให้ชิน ไม่งั้นก็ใช้เงินซื้อความสะดวกครับ)
ทำไมผมถึงเรียกว่าวัดเส้าหลินจริงๆ เพราะส่วนอื่นๆ มันอารมณ์สถานที่ท่องเที่ยวมากกว่าครับ จุดนี้จะเป็นจุดที่เราจะเข้าไปชมพวกอาคารวัดต่างๆที่ถือว่าเป็นวัดเส้าหลินจริงๆนะครับ
การเข้ามาในจุดวัดเส้าหลินจริงๆนั้นจะต้องแสกนคิวอาร์โค๊ดจากตั๋วอีกรอบนึงนะครับ เพราะงั้นผมถึงบอกให้เก็บตั๋วกระดาษของเราเอาไว้ ไม่งั้นเข้าไม่ได้เด้อและอาจจะต้องเสียเงินอีกรอบถ้าจะเข้า
เข้ามาแล้วจะเห็นบรรยากาศของวัดเส้าหลินอย่างแท้จริง กำแพงที่นี่เป็นสีแดง อาคารต่างๆก็จะมีกำแพงที่เป็นสีแดงด้วยเช่นกัน แต่ไม่ใช่แดงแปร๊ดนะครับ เป็นแดงออกไปทางแดงเลือดหมูที่ผมว่ามันดูสวยงามลงตัวสุดๆเลยล่ะ
ภายในวัดเนี่ยถ้าสามารถจ้างไกด์ให้เข้ามาช่วยบรรยายได้ จะเป็นอะไรที่ดีมากครับ (โดยต้องจ้างก่อนประตูตรวจตั๋วด่านแรกสุดนะครับ ส่วนไกด์อาจจะมีไกด์ท้องถิ่นที่เป็นไกด์ภาษาอังกฤษนะครับ ถ้าหาจ้างติดต่อผมมาได้เช่นกัน แต่ไกด์ภาษาไทยน่าจะหายากมากที่นี่) เพราะภายในวัดนั้นจะมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มากมายให้ได้ฟัง อย่างการมาขอฝนของจักรพรรดิเฉียงหลงแห่งราชวงศ์ชิง หรือกระทะยักษ์ผัดอาหารของวัดเส้าหลิน อะไรแบบนี้ เดินไปฟังไปเป็นอะไรที่เพลินมากเลยจริงๆ
กินอาหารมังสวิรัติตามแบบพระวัดเส้าหลิน
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง…แต่รู้มั้ยครับว่าพระวัดเส้าหลินนั้นเขาไม่กินเนื้อ เขากินมังกัน? คือตอนแรกผมไม่รู้หรอกนะว่าพระที่นี่เขากินมังกันอะ ภายหลังฟังจากไกด์เขาเล่าให้ฟังว่า เพราะ วัดนี้ขึ้นกับฮ่องเต้ เพราะเป็นวัดหลวง ฮ่องเต้เป็นคนสั่งพระที่นี่ให้กินมัง พระเขาเลยต้องกินมังกัน ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบมาจนถึงตอนนี้
ภายในส่วนที่ผมเรียกว่าวัดเส้าหลินจริงๆนั้นจะมีร้านอาหารมังสวิรัติให้เราได้ลิ้มรสอาหารมังแบบพระวัดเส้าหลินครับ แต่ราคาก็ทำใจหน่อยนะครับว่าจะไม่ถูกไปซะทีเดียว เพราะมันเป็นร้านอาหารภายในสถานที่ท่องเที่ยวนั่นแหละครับ


อาหารมังของเขามีหลากหลายครับ อร่อยทีเดียว บางอย่างก็ให้ความรู้สึกเหมือนเนื้อสัตว์ แต่เสียอย่างเดียวคือตัวผมอะ ถ้ากินแต่อาหารมังไม่กินเนื้อ มันจะรู้สึกไม่อิ่ม ไม่ร้ว่าเพื่อนๆเป็นเหมือนกันมั้ยนะครับ??
พระวัดเส้าหลินแท้?
มีคนบอกพวกเราว่าพระวัดเส้าหลินที่เราเห็นตามสถานที่ท่องเที่ยว ไม่ใช่พระวัดเส้าหลินแท้ๆ…แต่ก็ไม่ใช่พระวัดเส้าหลินปลอมๆนะ เอ๊ะยังไง? คืองี้ครับ ภายในสถานที่ท่องเที่ยวัดเส้าหลินอะจะมีพระคอยปฏิบัติหน้าที่อยู่ ซึ่งพระเหล่านี้คือพระที่มาทำงานครับ ถือว่าเป็นพระวัดเส้าหลิน แต่ไม่ใช่พระวัดเส้าหลินแท้ๆ
กล่าวคือ พวกเขามีเงินเดือนครับ ได้ยินว่าอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นบาท (สูงกว่าเงินเดือนของคนจีนส่วนมากอีก) แต่การเข้ามาทำงานนี้คือไม่ง่าย เพราะ วุฒิขั้นต่ำต้องปริญญาโทขึ้นไปนะครับ โดยน่าจะมีการสอบและเงื่อนๆไขอื่นอีกด้วย แต่ก็น่าสนใจดี ผมเห็นพระที่นี่ก็ทำหน้าที่ต่างๆ อย่างแนะนำหรือไม่ก็ยืนขายชาสมุนไพรครับ
ส่วยพระวัดเส้าหลินแท้ๆจริงๆ เขาจะไม่ออกมาตอนสถานที่ท่องเที่ยวนั้นเปิดนะครับเขาจะออกมาต่อเมื่อไม่มีนักท่องเที่ยว ฉะนั้นเราจะไม่ได้เห็นพระวัดเส้าหลินแท้ๆเลย น่าเสียดายมากเลยอะครับ
ค้อนกดจุดปรับลมปราณชี่กง
ในวัดเส้าหลินนั้นจะมีหมอที่ถือค้อนทำหน้าที่ตอกหลังลูกค้า…แต่เป็นการตอกหลังเพื่อปรับลมปราณชี่กงนะครับ โดยเขาจะใช้ค้อนแล้วก็สิ่วสองแฉกคล้ายประแจ(ผมเรียกเครื่องมือนี้ไม่ถูกจริงๆ) ตอกลงไปบนหลังในจุดที่เรานั้นมีปัญหา ผมให้เขาตอกตรงคอครับ ซึ่งก็อาจจะไม่แรงเท่าการนวดแผนไทยแต่ก็ทำให้รู้สึกสบายดี พอตอกเสร็จแล้วรู้สึกว่าหลังนั้นร้อนเลย ซึ่งผมอาจจะมโนไปเอง
เขาบอกว่าการทำแบบนี้นั้น เดิมที่เป็นกังฟูหรือการต่อสู้ป้องกันตัวชนิดหนึ่งที่ภายหลังคนจีนนำมาประยุกต์เพื่อการรักษาโรคต่างๆ (อาจจะเหมือนกดจุดฝังเข็มแบบนี้) และเมื่อโดนตอกแล้วก็จะเห็นผลในทันที การมาทำให้หมอเขาตอกที่วัดเส้าหลินนั้นมีค่าใช้จ่ายนะครับ ราคาก็น่าจะสูงกว่าที่อื่น แต่ผมรู้สึกว่ามาลองที่วัดเส้าหลินมันเป็นกิมมิคอย่างนึงที่ต้องลองดู
ป่าเจดีย์
เอาล่ะนี่จะเป็นที่สุดท้ายของพวกเราในวัดเส้าหลินแล้ว มันคือสถานที่ๆเรียกว่า ถ่าหลิน โดยก็แปลว่า ป่าเจดีย์ น่ะครับ โดยเราจะเห็นเจดีย์อิฐเรียงรายอยู่ในรั้ว
ว่ากันว่าเป็นสถานที่ๆบรรจุอัฐิของพระวัดเส้าหลินชั้นสูงนะครับ เป็นสถานที่ๆดูแปลกตา แต่ถ้ามาชมตอนกลางคืนก็อาจจะดูน่ากลัวนะ ในความคิดผม
ปิดท้าย
ที่จริงเราต้องขึ้นกระเช้าต่อไปต่อยังภูเขาซงซาน(嵩山) แต่เนื่องจากคุณภรรยาเธอใส่ส้นสูงมา ทำให้ไปปีนเขาต่อไม่ไหวแล้ว (ผู้หญิงมักห่วงสวย เลือกรองเท้ามาไม่ตรงกับสถานการณ์เลย) เพื่อนๆถ้ามาเที่ยวก็เตรียมรองเท้าให้พร้อม แล้วเมื่อเดินเที่ยวในวัดเส้าหลินแล้วก็ไปปีนภูเขาซงซานกันต่อนะครับ จะทำให้ทริปเที่ยววัดเส้าหลินนั้นสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นไปอีกจ้า
กิจกรรมที่สามารถทำได้ในวัดเส้าหลิน
- จุดธูปเทียนขอพร ได้ยินว่าขอพรที่นี่จะมีเปอร์เซ็นต์สมหวังสูงมากๆๆ
- เดินเยี่ยมชมวัดพร้อมฟังบรรยายจากไกด์
- ลูบเต่าที่อยู่ภายในวัดจะทำให้โชคดี
- ชมการแสดงกังฟู
- ฝึกกังฟูท่าง่ายๆกับพระวัดเส้าหลิน
- กินอาหารมังสวิรัติในวัด
- ไปลองนวดกับค้อนกดจุดปรับลมปราณชี่กง
- ไปปีนเขาซงซาน
- ถ่ายรูป มุมในวัด หลายมุมน่าถ่ายรูปมาก




