นักโบราณคดีจีนนี่คงมีสิ่งที่ทำให้พวกเขานั้นตื่นเต้นเกิดขึ้นเสมอเลยล่ะ เรียกได้ว่าหากได้ทำอาชีพนี้ที่ประเทศจีน อารมณ์คงเหมือนเป็นอินเดียน่าโจนส์ แต่เป็นเวอร์ชั่นเอเชียเลยทีเดียวล่ะ นั่นก็เพราะว่าประวัติศาสตร์ของจีนมีอายุอานามยาวนานมากกว่า 5000 ปี ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ถูกขุดค้นพบ ซ่อนอยู่ใต้ดินอีกมากมาย เมื่อได้พบสิ่งใหม่ๆ เหมือนได้หลุดเข้าไปผจญภัยค้นหาความลับของอดีตยังไงยังงั้น
นี่เป็นความคิดของผมจริงๆ ขณะที่ผมยืนอยู่ต่อหน้าหลุมขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีโจวเฉียวและแม่น้ำเปี้ยน 州桥及汴河遗址 (โดยแปลได้ว่า สะพานโจวเฉียวและแม่น้ำเปี้ยนเหอ) มันเป็นแหล่งโบราณคดีแห่งหนึ่งในเมืองไคเฟิง (เรียกตามภาษาจีนกลาง หรือไคฟง เมืองท่านเปาที่คนไทยเรารู้จักกันจากเรื่องเปาบุ้นจิ้นนั่นล่ะครับ)
เขารู้ได้ไงทั้งๆที่มันอยู่ใต้ดิน?
ขณะที่ผมกำลังเดินทางโดยรถแท๊กซี่เพื่อไปยังแหล่งโบราณคดีนี้ ก็ได้คุยกับคนขับ ซึ่งเขาบอกว่าสิ่งที่อยู่ใต้ดินของเมืองไคเฟิงนี้นั้นคือมีการค้นพบโดยบังเอิญในขณะกำลังสร้างท่อน้ำใต้ดินของเมือง หลังจากนั้นทางรัฐบาลจีนจึงได้ให้มีการหยุดการสร้างท่อน้ำ แล้วก็ทำการขุดค้นทางโบราณคดีขึ้นมาแทนนั่นเอง จนกลายแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีอย่างที่เราได้เห็นตอนนี้
ซึ่งมันนั้นได้ถูกรับเลือกและเพิ่มให้กลายมาเป็น 1 ใน 10 ของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ครั้งใหม่ของวงการโบราณคดีจีนเลยล่ะ
ค้นพบอะไรบ้าง?
สิ่งที่ถูกขุดค้นพบออกมาโดยเห็นได้ชัดเจนมากที่สุดนั้นเห็นจะเป็นสะพานโค้งทำจากอิฐจากยุคราชวงศ์หมิง ที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงจักรพรรดิ์หงอู่ เท่าที่ผมเข้าใจเพราะฟังมาจากไกด์คนจีน มันนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้อำนวยความสะดวกในการข้ามแม่น้ำเพราะมีการขนส่งสิ่งต่างๆข้ามแม่น้ำมากขึ้น ซึ่งสะพานนี้นั้นสูงมากนะครับ เรือสามารถลอดข้ามไปได้โดยไม่ต้องถอดเสากระโดงเรือออก
นักโบราณคดีพบว่าเจ้าสะพานนี้นะครับ ได้พื้นฐานมาจากสะพานที่สร้างมาก่อนในสมัยราชวงศ์ซ่ง เพราะเสาหินใต้สะพานบางส่วนนั้นถูกถอดออกเปลี่ยน ในขณะที่มีบางส่วนที่เป็นหินเก่าแก่กว่า นักโบราณคดีเขาเก่งจริงๆเลยครับ
ตรงริมแม่น้ำข้างสะพานถ้าสังเกตุดีๆจะเห็นร่องรอยศิลปะแกะสลักที่ยังคงหลงเหลืออยู่อย่างสวยงามและสมบูรณ์มากเลยทีเดียว เป็นรูปม้าอะไรสักอย่างเห็นเรียกว่าม้าทะเล (海马) นกที่ดูเหมือนกกระเรียน และเมฆ
เดินถัดไปเรื่อยๆจะเห็นพวกซากปรักหักพังต่างๆ ซึ่งก็เคยเป็นอาคารบ้านเรือนในสมัยก่อน ฟังจากไกด์ มีส่วนนึงที่เขาบอกว่ามันนั้นเป็นห้องครัว ซึ่งมีเตาไฟแบบใช้ฟืนสำหรับทำอาหาร มีจานชามแตกหักมากมายอยู่ตรงนั้น ผมฟังไปก็จินตนาการถึงชีวิตคนจีนในสมัยก่อนไปด้วยเลยนะครับ
มีบ่อน้ำที่คนสมัยก่อนใช้ตักน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ซึ่งก็เป็นบ่อน้ำหินที่เห็นได้ในหนังจีนย้อนยุคนั่นล่ะครับ และยังมีร่องน้ำที่เหมือนจะใช้ส่งหรือระบายน้ำไปตามทางที่เขานั้นต้องการอีกด้วย
และระหว่างที่มองดู ผมไปสะดุดตากับสิ่งที่มีสีออกเหลืองๆทองๆ แหว่งๆ ไม่เต็มใบ เพื่อนๆรู้มั้ยครับมันคืออะไร? ผมก็เดาไม่ออกหรอกครับ แต่ที่จริงนั้นมันคือ อ่างน้ำที่เขาวางเอาไว้ในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้ขึ้นมา ก็เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์ดับเพลิงในยุคสมัยนั้น ถ้าเกิดเพลิงไหม้บ้านก็ให้วิ่งมาตักน้ำในส่วนนี้มาดับ
นักโบราณคดีกำลังปฏิบัติงาน
ณ แหล่งขุดค้นทางโบราณคดีแห่งนี้ เราจะเห็นคนงานที่เหมือนเป็นคนงานก่อสร้างกำลังขุดดินออกมาจากแหล่งขุดค้น และเราก็ยังได้เห็นนักโบราณคดีสาว 2 คน กำลังปฏิบัติงานเดินไปตามจุดต่างๆเพื่อถ่ายภาพ


เรียกว่าลบภาพจำของผมเกี่ยวกับนักโบราณคดีที่ว่าจะต้องเป็นคนที่สูงอายุหน่อยๆ และเนื้อตัวเสื้อผ้าที่เขรอะไปด้วยรอยดิน ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่เลย อ้อที่เหมือนกับภาพจำของผมมีอย่างเดียวคือใส่หมวกนักโบราณคดีนั่นเองครับ
ทำไมพวกมันอยู่ใต้ดิน?
ถ้าเพื่อนๆมาที่นี่แล้วสังเกตให้ดีๆ จะเห็นว่าชั้นดินนั้นแบ่งเป็นหลายยุคสมัย หลายช่วงราชวงศ์จีน และสิ่งต่างๆนั้นก็ถูกฝังอยู่ในชั้นใต้ดินของเมืองไคเฟิง ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น….
ก็ต้องท้าวความถึงการตั้งเมืองในอดีตเสียก่อน ที่ตั้งของเมืองไคเฟิงนั้นตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำฮวงโหหรือแม่น้ำเหลือง ที่จริงคนสมัยก่อนตามที่ผมเข้าใจก็มักจะตั้งถิ่นฐานกันอยู่ริมแม่น้ำอยู่แล้ว เพราะพวกเขาสมัยนั้นจำเป็นตั้งทำเกษตรกรรมเป็นหลักนะครับ
แม่น้ำฮวงโห นั้นถูกเรียกว่าแม่น้ำวิปโยค เนื่องความรุนแรงในทางอุทกภัยของมัน โดยมักจะคร่าชีวิตของผู้คนเป็นจำนวนมาก และทำลายเมืองให้ราบเป็นหน้ากลองไปเลยล่ะ
เมืองไคเฟิงอยู่ทางตอนใต้ใกล้กับแม่น้ำฮวงโห เพื่อนๆผู้อ่านก็คงจะจินตนการกันได้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นใช้ไหมครับ? ในสมัยก่อนเมืองไคเฟิงนั้นอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำของแม่น้ำ ทุกครั้งมีการเกิดน้ำท่วมอุทกภัยครั้งใหญ่ก็จะมีการทับถามของตะกอนดิน ซึ่งผ่านมาหลายยุคสมัย เมื่อเรายิ่งขุดลึกลงไปก็จะยิ่งเจอสิ่งต่างๆของยุคสมัยนั้นนะครับ
เกร็ดเกี่ยวกับเมืองไคเฟิง
เมืองไคเฟิงนี่ถ้าไม่พูดถึงเรื่องเปาบุ้นจิ้น แต่พูดถึงอดีตของเมืองไคเฟิงกัน มันนั้นมีชื่อเก่าๆมากมายนะครับ อย่างในยุคจ้านกั๋วหรือรณรัฐ มันมีชื่อว่า ไต้เหลียง เมืองหลวงของรัฐเว่ย ในราชวงศ์ถังถูกเรียกว่าเปี้ยนโจว ในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือถูกเรียกว่าตงจิง (คำเดียวกับโตเกียวของญี่ปุ่นเลย) ราชวงศ์จินเรียกมันว่าเปี้ยนจิง พอมาถึงราชวงศ์หมิงและชิงนั้นจึงเรียกมันในชื่อเดียวกับปัจจุบันว่าไคเฟิงนั่นองครับ
ไคเฟิงนี่ถือว่าเป็น “เมืองหลวงเก่า” ของจีนเลยนะครับ มันเป็นเมืองหลวงในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ ซึ่งก็แน่นอนว่าร่ำรวยไปด้วยวัฒนธรรมเก่าแก่อย่างแน่นอนและผมเชื่อว่าถ้าขุดได้ลึกไปอีกก็จะเจอมากกว่านี้อีกครับ
มาแล้วต้องมาอีก
แหล่งขุดค้นทางโบราณคดีนี้มาแล้วต้องมาอีกนะครับ เขาขายตั๋วให้เราในรอบนี้ คือ สามารถเข้าได้ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 คือ รอบนี้ และครั้งที่ 2 ประมาณ 1 ปีหลังจากนี้ครับ (ไม่รู้จะมีใครกลับมาชมอีกรอบหรือเปล่านะ?) ที่เป็นแบบนี้นั่นก็เพราะการขุดค้นนั้นยังไม่แล้วเสร็จ ยังมีการขุดค้นมากขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง ก็เป็นไอเดียธุรกิจที่ดีครับ (เหมือนถูกบังคับซื้อสองรอบเลย 555+)
มาปีนี้ก็จะเห็นหลุมที่ถูกขุดนั้นกว้างใหญ่กว่า หรืออาจจะลึกกว่า และก็จะเห็นสิ่งที่อยู่ใต้ดินนั้นมากกว่าอย่างแน่นอนเลยล่ะครับ
กาารเดินทางมา
เมืองไคเฟิงนั้นเหมือนจะยังไม่มีรถไฟฟ้าใต้ดิน การเดินทางมานั้นถ้าสะดวกที่สุดก็คงเป็นแท๊กซี่แล้วล่ะครับ โดยให้บอกคนขับไปว่าจะไปยัง 州桥及汴河遗址临展馆 (เอาให้เขาดูเลย)
แต่ถ้าอยากนั่งรถเมล์ก็จะมีรถเมล์สาย 16 มาลงยังป้ายหยุดรถ 大纸坊街口 และสายอื่นๆก็ลองเช็คดูในแอพแผนที่ได้เลยครับผม





