ในตอนนี้ทริปมองโกเลียในของผมนั้นก็ดำเนินมาถึงตอนที่ 4 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายแล้ว ใจจริงกลัวว่าผู้อ่านจะเบื่อกันเสียก่อน จึงพยายามจะเขียนให้กระชับรวบรัดมากที่สุด ถ้ายังตามอ่านมาถึงตอนสุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณมากนะครับ
โดยสำหรับใครที่เปิดเข้ามายังตอนที่ 4 โดยตรง แล้วอยากย้อนกลับไปอ่านตอนก่อนๆก็สามารถเปิดลิงค์ด้านล่างนี้เข้าไปได้เลย
- ตอนที่ 1: เมืองโฮฮอต พิพิธภัณฑ์มองโกเลียใน
- ตอนที่ 2: ทุ่งหญ้ามองโกล หวงฮัวโกว โยเกิร์ตท้องถิ่น
- ตอนที่ 3: ชมสุสานเจงกิสข่าน กินในเกอร์ เยี่ยมเมืองร้าง
เอาล่ะ มาเริ่มกันดีกว่า! ผมเดินทางจากสถานีออร์ดอสเพื่อมายังสถานีรถไฟเปาโถวตะวันออก(包头东站)โดยรถขบวนหมายเลข 6860 ที่เป็นรถไฟเร็วธรรมดานะครับไม่ใช่รถไฟความเร็วสูง จึงใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งเลยล่ะ แลกกับราคาที่ถูกมาก(ประมาณ 100 บาท) แต่ผมไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่ เพราะถ้าเพิ่มเงินอีกนิดก็นั่งรถไฟความเร็วสูงที่ใช้เวลาประมาณ เกือบหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง


ระหว่างที่ผมไปขึ้นรถไฟที่ชานชาลานั้น มีรถไฟอีกรางนึงซึ่งเป็นรถขนถ่านหินสีดำมาเต็มคัน ที่มองโกเลียในนั้น ถ่านหินถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติหลักที่มีปริมาณมากและมีมูลค่านั่นเองครับ
และจากนั้นผมก็นั่งรถแท็กซี่จากสถานีต่อไปยังโฮสเทลครับ ซึ่งโฮสเทลที่ผมจองมารอบนี้ ต่างจากโฮสเทลทั่วไป เพราะมัน Capsule Hostel นะครับ คือ เป็นช่องๆกล่องๆซ้อนกัน 2 ชั้น แต่แบ่งซอยให้เราได้นอน เพียงปิดม่านก็ได้ความเป็นส่วนตัวแล้ว
โฮสเทลที่ผมจองมานั้นอยู่บนตึกสูงแบบคอนโดครับ โดยทางโฮสเทลเขาเปลี่ยนห้องสตูดิโอคอนโด แล้วนำกล่องแคปซูลเหล่านี้มาวาง ด้วยความที่ผมเคยนอนโฮสเทลแบบนี้มาก่อนเมื่อหลายปีที่แล้วที่เมืองฉางซา และค่อนข้างประทับใจในความเป็นส่วนตัวที่มากกว่าโฮสเทลแบบเตียงปกติ เลยเลือกมาพักที่ๆพักลักษณะแบบนี้อีกครั้ง
แต่เมื่อเช็คอินมาแล้วค่อนข้างผิดคาดครับ คือห้องมันรกๆ และไม่ค่อยสะอาดเท่าที่ควร แถมไฟห้องน้ำก็ดูสลัวๆ เอาจริงๆ แม่บ้านก็ควรมาทำความสะอาดใช่ไหมครับ? แต่ที่มันดูรกๆ อยู่ตลอด นั่นก็เพราะเพื่อร่วมห้องที่อยู่ในนั้น เขาอาศัยอยู่กันยาวครับ ไม่ใช่วันเดียวแล้วเช็คเอาท์ออก ข้าวของเลยรกๆอยู่ในนั้น แม่บ้านไม่สามารถเก็บเคลียทิ้งออกไปได้ ใครเลือกมานอนแนวนี้ก็ต้องเผื่อใจเอาไว้ซักหน่อยนะครับ ผมไม่อะไรมาก เพราะเหนื่อยแล้ว คืนนี้ก็พักที่นี่ล่ะกัน
เมืองเปาโถว
วันนี้เป็นเช้าวันแรกของผมที่เมืองเปาโถว โดยผมแพลนคร่าวๆว่าวันนี้จะเที่ยวเฉพาะในเมืองก่อนและวันถัดไปจะออกไปเที่ยวนอกเมือง ซึ่งก็คงต้องไปกับทัวร์อีกเช่นเคยเพราะมองโกเลียในนั้นกว้างใหญ่ ถ้าไม่ได้ขับรถเอง ก็ต้องไปเที่ยวกับทัวร์นี่ล่ะสะดวกสุด
เมื่อคืนทำความรู้จักกับรูมเมทคนจีนชาย 2 คนภายในห้อง คนหนึ่งทำงานที่เมืองนี้ ส่วนอีกคนหนึ่งนั่นเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เขาเป็นจีนเชื้อสายฮั่นทั้งคู่ โดยเรานั้นนัดกันว่าช่วงค่ำจะไปหาอะไรทานกัน นี่ก็เป็นข้อดีของการพักที่พักแบบโฮสเทลนะครับ เพราะเราจะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ยิ่งเขารู้ว่าเราเป็นคนไทยด้วยแล้ว เขายิ่งอยากจะรู้จักกับเราใหญ่เลยล่ะ



ออกมาข้างนอก บนนท้องถนนของเมืองเปาโถวผมรู้สึกว่าค่อนข้างที่จะคึกคัก ถ้าเทียบกับเมือง 2 เมืองในมองโกเลียในที่ผมได้เยี่ยมเยือนมา ทั้งเมืองโฮฮอตและเมืองออร์ดอส สำหรับการเดือนทางภายเมืองเปาโถวนั้นไม่สะดวกเท่ากับเมืองโฮฮอตนะครับ เพราะเมืองนี้ไม่มีรถไฟฟ้า เพราะฉะนั้นเดินทางภายในเมืองนี้จะต้องเดินทางด้วยรถเมล์ จักรยานเช่า หรือแท็กซี่เท่านั้นครับ หรือจะเดินก็ได้ เพราะทางเท้าทำได้ค่อนข้างดี สะอาดและเดินทางสะดวกปลอดภัย
ชานมหม้อไฟมองโกล
ผมมายังร้านอาหารมองโกลร้านหนึ่งด้วยการค้นหาจากแอพต้าจ้งเตี่ยนผิง(大众点评) เป็นแอพค้นหาร้านอาหารยอดนิยมในการใช้ค้นหาร้านอาหารในประเทศจีน อารมณ์เดียวกันกับแอพวงในของเมืองไทย
มีเมนูที่ค่อนข้างน่าสนใจที่ผมวางแผนจะมาทานเป็นอาหารเช้าของวันนี้ นั่นก็คือ ชานมหม้อไฟมองโกล ไม่แน่ใจย่าคนมองโกเลียนั้นกินอาหารเมนูนี้เป็นอาหารเช้าหรือไม่ แต่แค่เห็นการจัดเสิร์ฟชานมในหม้อไฟหม้อใหญ่นั้น ผมคิดว่ามันก็น่าสนใจมากๆแล้วล่ะ
หม้อไฟหม้อใหญ่ที่น่าจะทำมาจากทองแดงวางอยู่ตรงหน้าของผม ภายในหม้อต้มน้ำที่ไม่เหมือนกับชานมซักเท่าไหร่ พร้อมกับช้อนไม้ที่เอาไว้สำหรับตักซุป ส่วนด้านล่างของหม้อไฟนั้นมีเตาแก๊สเล็กที่คอยเพิ่มความร้อนให้กับหม้อไฟ
ทางร้านเสิร์ฟหม้อไฟชานมนี้พร้อมกับของกินเล่นข้างเคียงอย่าง ปาท่องโก๋ และของขบเคี้ยวอื่นๆ เซ็ตนี้น่าจะเหมาะสำหรับคน 2-3 คน แต่รอบนี้ผมลุยเดี่ยว กินไม่หมดอย่างแน่นอนครับ เสียดายครับ
นมในหม้อไฟนี้ไม่ค่อยจะเข้มข้นนะครับ กลิ่นนมก็ไม่แน่นมาก รสชาตินั้นออกไปทางเค็มๆนิดหน่อยๆ ปาท่องโก๋ก็ทั่วไป ส่วนขนมขบเคี้ยวอื่นๆนั้นค่อนข้างจะแข็งมาก ส่วนที่เป็นเม็ดๆ ผมไม่แน่ใจว่าเม็ดอะไร จืดๆ ไม่มีกลิ่นและรสชาตินะครับ
ไม่แน่ใจว่าอาหารมื้อนี้นั้น รสชาติของมันอร่อยดั้งเดิมแค่ไหน แต่สำหรับผมนั้น รสชาตินี้คิดว่าไม่ค่อยจะถูกปากเท่าไหร่ และกินแล้วไม่รู้สึกว่าอิ่มท้องอีกด้วยครับ แต่เพื่อให้รู้ว่ามาถึงมองโกเลียแล้ว ก็ต้องมาลองกินอาหารท้องถิ่นนี้ดูครับ
ทุ่งหญ้าภายในเมือง
หลังจากท้องอิ่มแล้วก็ได้เวลาออกมาหาที่เที่ยวภายในเมือง ซึ่งผมนั้นได้ไปที่แรกคือ พิพิธภัณฑ์มองโกเลียในเปาโถว และ หอศิลป์เปาโถวที่อยู่ใกล้กัน ผมคิดว่ามันไม่ค่อยมีอะไรที่น่าสนใจมากเท่าไหร่ ไม่เหมือนกับพิพิธภัณฑ์มองโกเลียในที่โฮฮอตที่มีของให้ดูเยอะกว่า จึงเก็บภาพ เอาไว้นิดหน่อยเป็นที่ระลึกเท่านั้นครับ



ต่อจากนั้นผมมายังทุ่งหญ้าภายในเมืองที่มีชื่อว่า ซ่ายฮั่นถ่าลา(赛汗塔拉) นะครับ ทุ่งหญ้านี้มีขนาดใหญ่ตั้งอยู่ภายในเมืองเปาโถว เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของคนภายในเมืองได้เป็นอย่างดี และผมก็ชอบมันมากเสียด้วย จากทุ่งหญ้านี้ พอไม่มีตึกสูงหรืออาคารต่างๆเราจะเห็นได้ว่าท้องฟ้าของที่นี่นั้นกว้างมากๆ
ทุ่งหญ้าที่ปกติจะเขียวขจีสวยงาม แต่ในเดือนตุลาคมนั้นหญ้าก็จะแห้งกลายเป็นสีเหลืองอย่างที่เห็นนี้ ซึ่งก็สวยงามไปอีกแบบเลยล่ะ



ภายในทุ่งหญ้านั้นมีถนนตัดผ่านทำให้เราสามารถมาเดินมาวิ่งได้อย่างสะดวก บรรยากาศดี สงบ ไม่มีเสียงรถยนต์รบกวน เป็นสถานที่ๆเหมาะกับการหนีความวุ่นวายของชีวิตเมืองเป็นอย่างยิ่งเลยครับ
ในทุ่งหญ้านั้นมีฝูงแกะที่มีแกะหลายตัว พวกมันเล็มหญ้าที่อยู่ในทุ่งหญ้านี้อยากขะมักขะเม้นไม่สนใจคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเลย เห็นแกะน่ารักๆแบบนี้ แต่พอมันกลายมาเป็นอาหารบนโต๊ะของเราแล้ว รสชาติอร่อยไม่ใช่เล่นเลยนะครับ (เขียนแบบนี้จะว่าผมโหดเหี้ยมไหมนะ แต่มันคือเรื่องจริงครับ ฮ่าๆ)


นอกจากนี้ยังมีเกอร์ตั้งอยู่ด้วย แต่ไม่มีคนอยู่ภายในนะครับ เดิมน่าจะเอาไว้เป็นที่ขายของให้กับนักท่องเที่ยว ปัจจุบันเป็นพร็อพถ่ายรูปไปแทน
ทุ่งหญ้านี้ผมว่าเหมาะกับกิจกรรมหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็นมาเดินเที่ยว ปิคนิค วิ่งออกกำลังกาย เล่นว่าว ถ่ายรูปในทุ่งหญ้าสวยๆ และอื่นๆอีกมากมาย มันเป็นสถานที่ๆควรมาเป็นอย่างยิ่งเลยครับ
เดินถนนคนเดินเปาป่าย
ผมมาเดินต่อที่ถนนคนเดินเปาป่าย (包百步行街) ถนนคนเดินนี้ทีของกินอร่อยๆมากมายตามสไตล์ตลาดนัดกลางคืน อีกทั้งราคาก็ไม่แพง (แต่ความสะอาดนี่ผมไม่กล้าการันตี)
อย่างที่บอกไปในต้นโพสต์ว่าผมกับรูมเมทนั้นนัดกันมากินข้าวเย็น หลังจากเดินเที่ยวในทุ่งหญ้าอยู่หลายชั่วโมง เวลาก็ยังเหลือเฟือสำหรับเดินเที่ยวกันต่อ





อาหารจำนวนมากนั้นก็มาจากจีนในถิ่นพื้นที่อื่นๆ ไม่ใช่แค่อาหารมองโกเลียใน โดยก็มีร้านมากมายที่เปิดแผงขายบนถนนนี้ ผมเองไม่ได้ลองทานซักร้าน ไม่ใช่เพราะว่าไม่กล้าทานนะครับ แต่เพราะนัดรูมเมททานข้าวเอาไว้แล้ว
ทานหม้อไฟแกะกับรูมเมท
ได้เวลาทานข้าว ผมกับรูมเมทนั้นก็นัดเจอกันที่โฮสเทล แล้วก็นั่งแท๊กซี่ไปกันต่อที่ร้านอาหารมุสลิมเถาจี้ที่ขายเนื้อแกะโดยเฉพาะ
แค่เปิดประตูหน้าร้านเท่านั้นแหละกลิ่นแกะนี่ออกมาเตะจมูกเลยครับ เรื่องกลิ่นของเนื้อแกะนี่มันแล้วแต่คนนะครับ คนชอบก็ว่ากลิ่นหอม คนไม่ชอบก็ว่ากลิ่นมันเหม็นๆสาบๆ แต่ผมนั้นชอบครับ จึงทานได้ไม่มีปัญหา ซึ่งคนที่ไม่ชอบถ้ามาแถวนี้ต้องทำในหน่อยนะครับ เพราะอาหารท้องถิ่นอร่อยๆแถบนี้นี่มีเนื้อแกะทั้งนั้น
หม้อไฟแกะหม้อนี้แบ่งออกเป็น 2 ฝั่งนะครับ ฝั่งที่เป็นน้ำซุปเผ็ด และอีกฝั่งน้ำซุปจืด ซึ่งน่าจะเป็นซุปที่ได้จากการต้มกระดูกแกะนั่นเอง กลมกล่อมสุดๆ รูมเมทบอกกับพนักงานว่า เอาเบียร์มาหนึ่งลัง ในใจเราก็แบบจะกินหมดเรอะ แค่ 3 คนเองนะ แถมไอ้น้องเด็กมหาลัยนั้นบอกว่ากินได้นิดเดียวด้วย
แต่ผมมารู้ทีหลังว่าคนจีนชอบสั่งเบียร์มาเป็นลังๆครับ เพราะเบียร์จีนนั้นมันไม่แรงไม่หนักเหมือนเบียร์ไทย กินหมดลังนี้ก็ไม่เมามากเท่าไหร่ แถมกินไม่หมดเราก็คืนได้ ก็คิดตามขวดที่เรากิน เขาแค่สั่งมาวางไว้เป็นลังเฉยๆ สรุปว่ากินกันหมดครับ แต่ไม่เมาเลย
เมื่อกินกันเสร็จแล้ว เหมือนยังไม่สุด รูมเมทเลยชวนกันไปต่อที่ผับครับ ผับมองโกเลียในที่มีชื่อว่า Miami สังเกตป้ายหน้าผับแม้แต่ชื่อผับยังมีภาษามองโกลเขียนกำกับอยู่ ซึ่งผับนี้มันก็เหมือนผับจีนทั่วไป แต่ผมว่าภายในมันค่อนข้างออกไปทางน่าเบื่อเสียมากกว่า ทั้งดนตรี และเบียร์ในผับนั้นไม่รู้ว่าเป็นเบียร์อะไรและไม่อร่อยอีกด้วย จึงไม่มีอะไรให้เขียนมากครับ เกี่ยวกับผับของที่นี่
ทะเลทรายมองโกล
วันรุ่งขึ้นผมรีบตื่นเพราะต้องไปเที่ยวทะเลทรายกับทัวร์ที่ผมจองไว้เมื่อวาน ทัวร์ที่ว่านี้เราสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าร่วมกิจกรรมหรือเพียงแค่นั่งรถไปยังจุดหมายเฉยๆ แล้วเราก็เดินฟรีสไตล์ถ่ายรูป ผมนั้นเลือกอย่างหลังเพราะไม่ค่อยสนใจกิจกรรมเหล่านี้อยู่แล้ว และราคาก็ถูกกว่าเยอะเลยล่ะ
มีสิ่งหนึ่งที่ทัวร์นั้นบังคับเช่าคือถุงสวมรองเท้ากันทรายนะครับ เป็นถุงยาวๆหนาๆที่ทำให้เราเดินในทะเลทรายได้สะดวก และกันทรายเข้ามาในรองเท้าได้


จากจุดนัดพบหน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง ทัวร์ก็ขับรถตู้พาเรามาส่งยังทะเลทรายที่เป็นจุดท่องเที่ยวมีชื่อว่า คู่ปู้ฉี (库布其沙漠) จากจุดนี้เราจะต้องรถคันใหญ่คล้ายรถที่ขนกำลังพลทหารเพื่อเข้าไปในทะเลทรายนะครับ
เมื่อรถมาจอด กรุ๊ปทัวร์ก็พาลูกทัวร์คนอื่นไปทำกิจกรรมต่างๆอยากพวกเล่นสไลด์เดอร์ทราย ขี่อูฐ เป็นต้น แถวนี้มีร้านมินิมาร์ทในทะเลทรายก็หาอะไรทานรองท้องไป ก่อนที่จะเริ่มเดินสำรวจดูรอบๆ


ในทะเลทรายนั้นค่อนข้างกว้างใหญ่ครับ ถ้าหลงทางในนี้คงแย่เลยล่ะ ทรายที่นี่สีเหลืองสวยและละเอียดกว่าทรายที่หาดทรายชายทะเล มีพุ่มไม้แปลกๆขึ้นเป็นหย่อมๆ และต้นไม้ที่ไร้ใบราวกับว่ามันตายไปแล้ว แต่ว่าที่นี่ไม่มีต้นตะบองเพชรนะครับ


ในทะเลทรายนั้นมีเกอร์ด้วยนะครับ เป็นเกอร์ที่สร้างไว้ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพัก ผมเข้าไปเจออาแปะนั่งสูบบุหรี่ ไม่รู้ว่าเป็นนักท่องเที่ยวหรือชาวบ้านเจ้าของเกอร์นี้กันแน่



นอกจากนี้มีเนินที่มีเสาอะไรสักอย่างเหมือนสร้างไว้สำหรับบูชายัญโดยผมเองก็ไม่ทราบจุดประสงค์ที่แท้จริงของมันเหมือนกัน

ผมตั้งกล้องถ่ายรูปตัวเองในทะเลทรายไว้เยอะมาก ก็นะมาเที่ยวคนเดียวไม่มีเพื่อนช่วยถ่ายให้ และเมื่อถ่ายรูปกับทะเลทรายจนหนำใจแล้วก็ได้เวลาเดินทางเพื่อไปยังจุดถัดไปแล้วล่ะ
วัดอู่ตังจ้าว
ตามโปรแกรมทัวร์ของผมในช่วงบ่ายนั้นจะเป็นวัดทิเบตอู่ตังจ้าว แต่ที่ผมงงมากก็คือ ทั้งกรุ๊ปทัวร์มีผมคนเดียวที่จะไปที่นั่น ในใจคิด “อ่าวแล้วคนอื่นไปไหนกันหมดวะ?” แต่ก็ดีเหมือนกัน ได้ความเป็นส่วนตัวดี ก่อนออกเดินทางคนขับรถเดินทางมาถามซ้ำว่า จะไปหรือ? ฝนกำลังจะตกนะ? เหมือนเขาขี้เกียจขับพาเราไปคนเดียว แต่เราก็ยืนยันว่าจะไปให้ได้ ไหนๆก็เสียตังค่าทัวร์ไปแล้ว มีหรือที่จะพลาด!
คนขับรถของผมเป็นคนเชื้อสายมองโกลนะครับ ไม่ต้องบอก ดูจากหน้าก็รู้แล้วล่ะ ระหว่างทางที่ขับก็คุยกับพี่แกไป แกเล่าให้ฟังว่าคนจีนเชื้อสายมองโกเลียนั้น พูดภาษามองโกเลียกันที่บ้าน แล้วมีโรงเรียนที่ชาวจีนเชื้อสายมองโกเลียจะส่งบุตรหลานเข้าไปเรียน โดยโรงเรียนแบบนี้นั้นนอกจากจะสอนภาษาจีนกลางแล้ว ก็ยังสอนพูดอ่านเขียนภาษามองโกเลียอีกด้วย แถมคนจีนเชื้อสายมองโกเลียในเขตมองโกเลียในถ้าเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านมองโกเลีย ก็สามารถสื่อสารกับคนทางฝั่งประเทศมองโกเลียกันได้อย่างไม่มีปัญหาครับ เพราะมันเป็นภาษาเดียวกันนั่นเอง
ฝนพรำๆฟ้ามืดมัวที่วัดอู่ตังจ้าว พี่คนขับให้ผมยืมร่มมาคันหนึ่ง และเขาบอกว่าจะรออยู่ที่รถ ให้เราเดินเที่ยวไปเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน จากนั้นพี่เขาก็จัดแจงซื้อตั๋วให้เพราะมันรวมอยู่ในค่าทัวร์แล้ว เราก็เพียงแค่ถือตั๋วเดินเข้าไปในวัดเท่านั้น (วัดอะไรต้องซื้อตั๋วด้วย? คงถือว่าเป็นค่าบำรุงวัดล่ะมั้งครับ)



วัดอู่ตังจ้าวนั้นเป็นวัดพุทธทิเบตที่ตั้งอยู่ในเขตมองโกเลียใน โดยเป็นวัดเก่าแก่ที่ก่อตั้งในสมัยราชวงศ์ชิงเลยนะครับ แม้ว่าอากาศวันที่มานี้นั้นจะไม่เป็นใจ แต่ตัววัดก็ยังคงความสวยงามในวันที่ฟ้าหม่น แน่นอนว่าวัดที่เห็นด้วยตาตัวเองนั้น สวยงามกว่าในรูปถ่ายเสียอีก
ภายในวัดมีอาคารหลากหลายส่วน มีลวดลายศิลปะที่สวยงาม อาคารถูกสร้างไล่ระดับชั้น นั่นเพราะมันอยู่บนเนินเขา บางจุดค่อนข้างอันตราย เพราะ บางอาคารไม่ทำรั้ว เดินไม่ดีอาจตกลงมาจากความสูงของชั้น 2 เพราะฉะนั้นอย่าเดินไปถ่ายรูปนะครับ อันตรายมาก!



บริเวณรอบวัดนั้นมีกงล้ออธิษฐานหรือกงล้อมนตราให้เราได้เดินหมุนกันตามความศรัทธา กงล้อมนตรานั้นมีทั้งสีทองปกติและสีแดงที่มีศิลปะที่สวยงามวาดอยู่บนนั้น
ส่งข้างในวัดก็ตามสไตล์ของวัดจีนนะครับที่ห้ามถ่ายรูป จึงอดนำรูปสวยๆของภายในวัดทิเบตมาให้เพื่อนๆผู้อ่านได้ด้วยกันเลย แต่ผมคิดว่าภายนอกก็คุ้มค่าพอสมควรแล้ว
เที่ยวชมวัดเรียบร้อยพี่คนขับชาวมองโกลก็พาขับรถเดินทางกลับมาส่งผมถึงโฮสเทลเป็นอันว่าทริปกับทัวร์นี่สำเร็จเป็นที่เรียบร้อย
นั่งรถไฟกลับเซี่ยงไฮ้
ขากลับผมเรื่องการเดินทางที่ค่อนข้างจะทรหดหน่อยครับ มันประหยัดไปได้มาก แต่เหนื่อยแบบสุดๆเลย นั่นก็คือการนั่งรถไฟกลับเซี่ยงไฮ้ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 26 ชั่วโมงนะครับ ย้ำนะครับว่าคือ การนั่ง ไม่ใช่การนอน และผมยังเลือกที่นั่งแบบแข็งอีกด้วยล่ะ
ซึ่งครั้งนี้เป็นการเดินทางที่ใช้เวลาเยอะมากๆแบบนี้เป็นครั้งแรกของผมในจีน ปกติจะนั่งเครื่องบินหรือรถไฟความเร็วสูงนะครับ


ผมมาถึงสถานีรถไฟในเวลา 6 โมงกว่าได้ รถไฟนี้เป็นรถไฟที่คนจีนเรียกว่า 绿皮车 เพราะภายนอกนั้นเป็นสีเขียว เป็นรถไฟที่ไม่เร็วเท่ากับรถไฟความเร็วสูง และยังมีราคาที่ถูกกว่า แต่ก็ค่อนข้างตรงต่อเวลาและมีประสิทธิภาพพอสมควรครับ ที่นั่งแบบแข็งนั้นแถวนึงจะมี 5 ที่นั่ง 2 ฝั่ง ฝั่งละ 2 ที่นั่งและ 3 ที่นั่ง ระหว่างทางก็ชมวิวสวยๆของชนบทมองโกเลียในก็เพลินดีครับ
ในขบวนรถไฟจะมีตู้นึงที่เป็นตู้อาหาร โดยจะเป็นโต๊ะอาหารพร้อมที่นั่งในตู้นั้น คนก็มานั่งน้อยมาก เพราะต้องสั่งอาหารถึงจะนั่งได้ ราคาอาหารนั้นสูงกว่าข้างนอกครับ โดยตู้อาหารนี้นั้นก็สวยงามน่านั่งดี ผมก็สั่งอาหารมาทานพร้อมนั่งชิลๆเพลินๆ


มีทริคอีกอย่างหนึ่งที่ผมเพิ่งทราบคือ ถ้าเรามาทานอาหารในช่วงค่ำแล้วล่ะก็ เราสามารถอยู่ที่นี่ยาวไปถึงเช้าได้เลยนะครับ เรียกได้ว่านอนบนที่นั่งในตู้อาหารได้เลย แต่เราจะกลับไปยังที่นั่งเราไม่ได้ โดยผมก็เลือกวิธีนี้เพราะคนน้อย สงบกว่า แต่ก็ใช้ว่าจะสบายนะครับ เพราะม้านั่งก็เป็นม้านั่งสั้นเหยียดขาไม่ได้ ส่วนตอนกลางคืนอากาศก็ค่อนข้างเย็น ไม่มีหมอนและผ้าห่มให้ ยังไงก็ดีกว่านั่งที่เดิมเพราะที่นี่เอนหลังได้
แต่ผมว่าอย่าได้ทำตามผมดีกว่า ถ้าจะเดิน ทางด้วยรถไฟระยะทางไกลมากแบบผมนี้ ยังไงก็ควรเลือกที่นั่งแบบที่นอนของรถไฟจีนแทนนะครับ จะสบายกว่าเยอะเลย!
รถไฟที่ผมนั่งมานั้นมีแวะอยู่หลายเมือง หลักๆก็เมืองปักกิ่งที่จะจอดนานหน่อย สามารถลงมายืดเส้นยืดสายกันได้ และในที่สุดการเดินทางอันยาวนานด้วยรถไฟผมก็มาถึงเซี่ยงไฮ้ในช่วงเช้าของอีกวันครับ ทริปมองโกเลียในของผมก็จบเพียงเท่านี้ ในตอนที่ 4 หวังว่าทุกท่านจะชอบกันนะครับ!






