ทริปเที่ยวมองโกเลียใน เขตปกครองตนเองอันกว้างใหญ่ของประเทศจีน ของผมก็ดำเนินมาถึงตอนที่ 3 แล้ว สำหรับท่านที่ยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 และตอนที่ 2 ก็แนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านก่อนนะครับ
จากที่ผมได้บอกว่าไปในตอนก่อนๆว่าการมาเที่ยวที่มองโกเลียในนั้น เราสามารถมาตามรอยของข่านยอดนักรบที่มีชื่อเสียง ผู้นำของอาณาจักรมองโกลในอดีตได้ ท่านที่ผมพูดถึงนั่นก็คือ “เจงกิส ข่าน” หรือ เตมูจิน หลายท่านคงคุ้นหูกันดีนะครับ เราจะมาตามรอยกันซักหน่อยในโพสต์นี้
มุ่งสู่สุสานเจงกิสข่าน
เมืองออร์ดอสหรือที่เรียกเป็นภาษาจีนว่า เอ้อเอ่อตัวซือ (鄂尔多斯) เป็นเมืองที่ห่างจากเมืองโฮฮอตที่ผมอยู่ในขณะนี้เป็นระยะทางเกือบ 300 กิโลเมตร ก็ถือว่าเป็นระยะทางที่ไม่ไกลเท่าไหร่
ผมนั้นไม่ได้ขับรถเองจึงต้องใช้บริการของรถไฟจีนที่ในหนึ่งวันจะมีรถไฟวิ่งไปมาระหว่าง 2 เมืองนี้อยู่หลายสาย
การเดินทางโดยรถไฟความเร็วสูงจีนใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง (ถ้าขับรถมาเองคงใช้ เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งถึง 4 ชั่วโมง) ผมเลือกที่จะมาถึงที่สถานีรถไฟความเร็วสูงในตอนเช้า เพราะจะให้เมืองออร์ดอสนั้นเป็นทางแวะผ่านแวะเที่ยว โดยจะไม่พักที่นี่ แต่จะไปพักที่เมืองเปาโถวแทน ซึ่งเหตุผลจะอธิบายต่อไปครับ
ที่ตั้งของสุสานเจงกิสข่านนั้นไม่ได้อยู่ในเมืองออดอร์ส แต่จะอยู่นอกเมืองไปทางทิศใต้เป็นระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตรกว่า
แม้เมืองนี้จะมีรถประจำทาง มันกลับไม่มีสายตรงจากสถานีไปยังสุสานแห่งนี้ จำเป็นต้องต่อรถ 2 ต่อ ซึ่งเสียเวลาไม่น้อยเลย ผมต้องทำเวลาด้วย เพราะช่วงค่ำจะไปเมืองเปาโถวต่อ จึงใช้บริการ Didi ที่เป็นแอพเรียกรถของจีนแทนครับ จากสถานีรถไฟตรงนี้ไปสุสานราคาจะอยู่ที่ประมาณ 100 หยวน หรือ 500 บาท ถ้ามาหลายคนก็คงแชร์ค่ารถกันได้ แต่คนที่เดินทางคนเดียวแบบผมนั้นก็คิดว่าแพงพอดู แต่ไม่มีทางเลือกครับ
สุสานเจงกิส ข่าน
ก็ต้องขอเกริ่นก่อนนะครับ ว่าสุสานเจงกิส ข่านแท้ๆ ที่ฝังร่างจริงๆของท่านนั้น จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการค้นเจอนะครับ ถ้าใครเคยลองอ่านดูก็จะรู้ว่า เพราะ เจงกิส ข่านนั้นต้องการให้สถานที่ฝังร่างของท่านนั้นเป็นความลับที่สุด และแม้ในปัจจุบันการค้นหาสถานที่ดังกล่าวของนักโบราณคดีนั้นเองก็ทำได้ลำบาก เพราะชาวบ้านมองโกลในปัจจุบันไม่ต้องการให้เรื่องที่เป็นเรื่องความลับของท่านผู้นำในอดีตนั้นถูกค้นพบและเปิดเผยออกมา

เพราะฉะนั้นสุสานหรือหลุมฝังศพเจงกิส ข่านที่ผมกำลังพาทุกท่านไปเยี่ยมชมนั้น ไม่มีร่างๆจริงๆของท่านอยู่นะครับ ที่นี่เป็นเพียงที่สำหรับเคารพสักการะบูชาท่าน ที่กระทำพีธีตามศาสนาของมองโกล และที่เก็บวัตถุโบราณอาทิเครื่องประดับที่เกี่ยวข้องกับเจงกิส ข่าน โดยมีการแนะนำว่ามันควรถูกเรียกว่า ศาลสักการะบูชา หรือศาลเจ้าเจงกิสข่าน มากกว่าสุสานนะครับ



ประตูทางเข้าสุสานเจงกิสข่านขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน มีหลังคาสีน้ำเงิน ตัวอักษรสีทองเขียนว่า 成吉思汗陵 หรือแปลว่า สุสานเจงงกิส ข่าน ด้วยตัวอักษรภาษาจีนและตัวอักษรภาษามองโกเลียนะครัย ในส่วนด้านล่างตัวอักษรมีรูปแกะสลักของสรรพสัตว์ต่างๆ อย่าง ช้าง อูฐ เป็นต้น แต่ที่เห็นมากที่สุดนั้น คือ ม้าที่เป็นสัตว์คู่ใจของชนเผ่ามองโกล
ถัดมาจากประตูใหญ่ เดินเข้ามาจะเห็นรูปปั้นขนาดใหญ่สีดำของท่านเจงกิส ข่าน นั่งอยู่บนหลังม้าตัวใหญ่กำยำและก้าวเท้าซ้ายออกมา แลดูยิ่งใหญ่ สง่างามมาก จนนักท่องเที่ยวหลายคนต้องขอถ่ายรูปเอาไว้เป็นที่ระลึก

ส่วนของอาคารของสุสานแห่งนี้ก็จะแบ่งเป็น 3 อาคารคือ อาคารหลักตรงกลางด้านบนหลังคามีสัญลักษณ์รูปหมายถึงความกล้าหาญ และกล้าผจญภัยของเจงกิส ข่าน ภายในเป็นที่ตั้งของโลงเก็บพระศพที่ออกแบบเป็นรูปเกอร์มองโกลสีขาวคาดแถบน้ำเงินจำนวน 3 โลง โดยว่ากันว่าตรงกลางเป็นของเจงกิส ข่าน ส่วนโลงที่อยู่ด้านข้างทางซ้ายและขวานั้นเป็นของพระมเหสีของเขา แต่ภายในนั้นไม่มีร่างของใครอยู่เลยนะครับ
หน้าโลงตรงกลางนั้น มีรูปปั้นสีทองพร้อมพื้นที่ให้คนมากราบไหว้ สักการะ ซึ่งลองดูคร่าวๆ ผมเห็นว่าคนที่มากราบไหว้กันน่าจะเป็นคนจีนเชื้อสายมองโกลครับ (จุดข้างในนี้ห้ามถ่ายภาพ ผมจึงไม่มีภาพมาให้ได้ชมกัน)
และอาคารที่เหลือฝั่งซ้ายและขวา เป็นที่เก็บวัตถุโบราณและจัดแสดงนิทรรศการเล็กๆเกี่ยวกับเจงกิส ข่านและอาณาจักรมองโกลอันยิ่งใหญ่ในอดีต ส่วนอาคารถัดไปอีกนิดนึงจะมีที่ๆติดรูปวาดของคนในอาณาจักรมองโกล ซึ่งผมไม่ทราบรายละเอียดว่าคือใครและมีหน้าที่อะไร ด้วยรูปของผู้คนมากมายที่ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิต ทำให้ผมรู้สึกขนลุกเลยครับ

นอกจากส่วนของอาคารก็มีแท่นสำหรับใช้ในการบูชายัน ซึ่งจะมีการจัดบูชายันตามลัทธิความเชื่อของมองโกล โดยจะจัดขึ้นในแต่ละช่วงของปีครับ
พี่วินพาชมเกอร์ชาวบ้านและขี่ม้า
ที่จริงโดยรอบสุสานนั้นมีที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อย่างเช่น ลานแข่งม้า สนามกีฬา เป็นต้น โดยในระหว่างที่ผมเดินออกจากสุสาน เพื่อจะไปยังจุดอื่น ตัวผมสะพายเป้แบ็คแพ็คใบใหญ่ จึงน่าจะเป็นจุดสนใจให้พี่วินมอเตอรไซค์
พี่วินมองโกลตัวใหญ่จึงแวะเข้ามาถามผมว่าจะให้พาไปเที่ยวไหม พาไปเที่ยวเกอร์ ขี่ม้า และปิดด้วยการกินอาหารท้องถิ่น โดยราคาที่เขาเสนอมานั้นไม่แพง บวกกับผมนั้นไม่รีบอะไร ผมจึงตอบตกลงไป
พี่วินมองโกลขี่มอเตอร์ไซค์พาผมออกไปรอบนอก เขาเล่าว่าเป็นคนท้องถิ่นแถบนี้นี่แหละ โดยพอรู้ว่าผมเป็นคนไทยก็ชวนคุยใหญ่เลย เขาขี่พาไปตามถนนที่เป็นทางลูกรังและไปจอด ณ จุดที่มีเกอร์มองโกลอยู่



โดยเกอร์นี้เป็นเกอร์ของชาวบ้านมองโกล เนื่องจากเป็นบ้านของเขา ผมจึงขออนุญาตเขาเข้าไปชมและถ่ายรูปเก็บภาพเอาไว้ซักหน่อย สำหรับเกอร์นั้นภายนอก ทำมาจากผ้าใบหนาๆสีขาว ภายในทั้งหลังคาและผนังมีโครงไม้ ผนังนั้นหนาพอควร คงเพราะต้องป้องกันความหนาวเย็น แถบนี้นั้นหนาวมากครับ ภายในเกอร์มีโต๊ะ เตียงนอนผ้าห่ม และมีเตาทำความร้อนจากการเผาถ่านที่ต่อท่อหรือปล่องปล่อยควันออกไปทางหลังคา เกอร์หลังนี้นั้นไม่มีไฟฟ้า จะผิงไฟหรือทำอาหารจะใช้แต่ความร้อนจากถ่านเท่านั้น ไม่มีห้องน้ำ จะเห็นได้ว่ามันช่างต่างกับเกอร์ที่สร้างขึ้นให้กับนักท่องเที่ยวได้เข้าพักอย่างลิบลับเลย
ชาวบ้านเจ้าของเกอร์นี้เขาทำธุรกิจเล็กๆคือ เลี้ยงม้าให้นักท่องเที่ยวได้ขี่ครับ ถ้าจำไม่ผิดขี่หนึ่งครั้ง ราคาอยู่ที่ 30 หยวนหรือ 150 บาทเท่านั้นเองนะ ม้าของผมตัวนี้เป็นสีขาวครับ น้องเรียบร้อยมาก ไม่ขยับไปมาเลย
จากนั้นเขาก็นำม้าเดินเป็นขบวนไปตามทุ่งหญ้าครับ ผมที่ไม่เคยขี่ม้ามาก่อนก็รู้สึกเสียวพอสมควร กลัวตกเพราะเราหาสมดุลบนหลังม้าไม่ได้เลย ในใจนึงก็อยากรีบขี่ให้เสร็จไวๆครับ และสุดท้ายก็ขอให้เขาช่วยถ่ายรูปเป็นที่ระลึก เป็นอันว่าเสร็จสิ้นภารกิจขี่ม้าที่มองโกเลียใน
ทานอาหารในเกอร์
พี่วินมองโกลยังคงคอยผมอยู่ ตามที่สัญญากันไว้ เขาจะพาผมไปกินอาหารท้องถิ่น โดยเขาก็พาผมซ้อนมอเตอร์ไซค์ขี่ต่อมายังอีกจุดหนึ่งที่เป็นร้านอาหาร ระหว่างทางมีรูปปั้นคนขี่ม้าพร้อมไม้ยาวๆที่ปลายไม้เหมือนมีเชือกที่เป็นลักษณะบ่วง ไม่มีตัวอักษรภาษาจีนเขียนไว้ มีเพียงแต่ภาษามองโกล ผมจึงไม่ทราบว่ารูปปั้นนี้เป็นรูปปั้นของใคร? ยังไงกัน?
พี่วินขี่มาจอดยังร้านอาหารร้านหนึ่งที่มีเกอร์เล็กๆ ตั้งกันอยู่เรียงราย ภายในเกอร์เล็กๆนั้น ไม่ใช่บ้าน แต่เป็นเกอร์ที่ถูกตกแต่งให้เป็นห้องอาหาร ที่ภายในนั้นจะมีโต๊ะกลม ที่นั่ง รูปภาพ นักรบมองโกลตัวใหญ่บนหลังม้า

และถ้าสังเกตดีๆจะมีผ้าห่มด้วยนะครับ เพราะช่วงนี้อากาศจะเย็นๆ ที่ด้านข้างโต๊ะก็จะมีเตาไฟ พร้อมต่อท่อปล่อยควันออกไปที่ด้านบนของกระโจมครับ
อาหารมื้อนี้ผมสั่งเป็นเนื้อแกะเหมือนกับเมื่อวาน เพราะไม่รู้จะสั่งอะไร ซึ่งเขาก็นำมาเสิร์ฟในจานพร้อมกับน้ำจิ้ม เนื้อแกะในรอบนี้นั้นเอาตรงๆคือไม่อร่อยเหมือนเมื่อวาน เนื้อแห้ง ไม่มีความชุ่มฉ่ำของเนื้อ เอาเป็นว่าไม่ผ่าน ได้เพียงแค่บรรยากาศการมาทานอาหารภายในเกอร์มองโกลก็เท่านั้นเอง

ทานเสร็จผมพยายามจะเรียกรถผ่านแอพเพื่อกลับไปในเมือง แต่ไม่มีใครรับเลย เรียกไปสักพักรอไม่ไหว พี่วินจึงแนะนำรถที่เขารู้จักแทน เป็นแท๊กซี่มิเตอร์นี่แหละ
จากนั้นพี่วินก็ให้นามบัตรมา ถ้าใครสนใจเที่ยวชมที่ต่างๆในแถบนี้ ก็ให้พี่วินเขาพานั่งมอเตอร์ไซค์นำเที่ยวได้นะครับ แอดวีแชตหรือติดต่อไปตามนามบัตรนี้ได้เลย…
เมืองร้างออร์ดอส
ผมโทรหาคนขับแท๊กซี่ให้เขามารับผม เป็นคนขับผู้หญิง เขาถามว่าผมจะไปไหน ด้วยความที่ผมไม่มีสถานที่ๆจะไปอยู่ในใจ บวกกับต้องรอรถไฟในช่วงค่ำเพื่อจะเดินทางไปยังเมืองเปาโถว ก็เลยบอกไปว่า อย่างนั้นไปใจกลางเมืองออร์ดอส พวกจุด CBD ของเมืองก็แล้วกัน เขาจึงเปิดมิเตอร์และขับพาผมไป


เมืองออร์ดอสนั้นเป็นเมืองที่ค่อนข้างพิเศษครับ ที่จริงผมเองก็เพิ่งทราบเมื่อมาถึงเมืองนี้มันเป็นเมืองร้างครับ ร้างแบบที่ว่าไม่มีคนเลย ขนาดใจกลางเมืองหรือที่เรียกว่าย่านธุรกิจนั้น รถน้อยมากกกกกกกก ตึกที่สูงที่สุดในย่านนี้ก็ไม่สูงเท่าไหร่ครับ เรียกได้ว่าไม่ค่อยมีคนสนใจเข้ามาทำธุรกิจกันเท่าไหร่
เมืองแบบนี้มีอยู่ไม่น้อยในประเทศจีนนะครับ นั่นก็เพราะ รัฐบาลจีนนั้นเร่งขยายความเจริญโดยการสร้างเมือง สร้างโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมาก่อนและหวังว่าชาวบ้านจะย้ายถิ่นฐานเข้ามาในภายหลัง แต่เมื่อไม่เป็นตามที่คาด เมืองเหล่านี้จึงกลายเป็นเมืองร้าง ผมเดินดูตามคอนโดต่างๆก็ดูออกว่าส่วนมากเหมือนเป็นห้องเปล่าๆ ไม่มีคนอยู่
ไกด์ที่นำเที่ยวในโพสต์ก่อนบอกกับผมว่า มีนักลงทุนมากมายเข้ามาซื้อคอนโด(คนจีนเรียกว่าที่พักแบบนี้ว่าบ้าน)ที่อยู่ในเมือง โดยการเข้ามาเก็งกำไรแบบนี้มีทั้งใช้เงินเก็บหรือกู้มา แต่ชาวบ้านในแถบออร์ดอสส่วนมากยึดติดกับวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมและคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องย้ายเข้ามา จึงทำให้บ้านเหล่านี้มีแต่ผู้ขาย ไม่มีผู้ที่ต้องการจะซื้อเพื่ออยู่จริงๆ นักลงทุนที่เข้ามาเก็งกำไรบางท่านกดดันจนถึงกับคิดสั้นฆ่าตัวตายออกข่าวเลยครับ

เมืองนี้ถ้าว่ากันตรงๆ รัฐบาลเขาก็สร้างได้สวยน่าอยู่มากเลยนะครับ สะอาดสะอ้านเป็นระเบียบ ผังเมืองดูดี แม้แต่ห้องน้ำสาธารณะยังสะอาดและทันสมัยมาก ถ้ามีโอกาสก็อยากมาซื้อบ้านอยู่ที่นี่เหมือนกัน แต่ด้วยความที่มันไม่มีคน ก็ไม่มีธุรกิจ แล้วก็ไม่มีงาน เพราะฉะนั้นคนที่ยังพอมีอยู่ที่นี่ ถ้าให้ผมเดาก็คงจะเป็นทำงานพวกราชการกันนะครับ
และเมื่อได้เวลาที่ต้องนั่งรถไฟความเร็วสูงออกจากเมืองนี้เพื่อเดินทางไปยังเมืองถัดไป ผมเลือกที่จะเดินทางไปยังสถานีรถไฟด้วยรถประจำทาง เนื่องจากรถไม่ติดเลย จึงกะเวลาได้อย่างไม่ต้องกังวล รถนั้นใหม่มาก สะอาดมาก และที่สำคัญรถทั้งคันมีแต่ตัวผมกับคนขับ ซึ่งผมก็รู้สึกดีที่เขาทำงานกันอย่างมีวินัยมาก เพราะแม้จะเป็นเมืองที่ไม่มีผู้คนอาศัยอย่างมากมาย แต่รถประจำทางที่เป็นขนส่งมวลชนขั้นพื้นฐาน จำเป็นต้องวิ่งเป็นปกติ
และตอนนี้ผมก็มาถึงสถานีรถไฟความเร็วสูง เตรียมตัวที่จะเดินทางไปยังเมืองเปาโถวแล้ว อย่าลืมติดตามอ่านเที่ยวมองโกเลียใน ตอนที่ 4 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของทริปมองโกเลียในของผมนะครับ








